{short fic, t’challa / zemo} : room 1216

title : room 1216

fandom : captain america 3 : civil war, 2016

rating – G

note : do you like pasta ?

 

 

 

 

 

 

 

for Lovely Rita

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก้วกระเบื้องเคลือบสองใบกำลังถูกวางไว้ข้างๆกัน

 

 

มันไม่ยากเกินไปที่จะบอกว่าใครคือเจ้าของแก้วใบไหน ใบหนึ่งเต็มอิ่มด้วยเครื่องดื่มในระดับความร้อนที่เจ้าของแก้วไม่น่าจะจิบได้ในนาทีนี้ เครื่องดื่มสีเข้มกลิ่นเป็นเอกลักษณ์-เอกลักษณ์ที่พบได้ทั่วไปตามร้านขายของชำ-กาแฟสำเร็จรูปสองช้อนชาพูนๆที่กลายสภาพเป็นน้ำสีเข้มใสในแก้วที่สลักชื่อยี่ห้อของมัน กลิ่นขมเจือจางปะปนไปกับกลิ่นที่ยังคงติดค้างมาจากแก้วที่แล้ว ส่วนแก้วอีกใบนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง-คำว่าเครื่องครัวภายในบ้านราคาแพงป่าวประกาศอยู่ในประกายวาววับของกระเบื้องเคลือบสีขาว ในแก้วเต็มล้นไปด้วยกาแฟรสชาติดีเยี่ยมที่เดินทางมาไกลจากห้องในฝั่งตรงข้าม และเมื่อกลิ่นของเมล็ดกาแฟต่างชนชั้นต่างเชื้อชาติมาปะทะกันนั้น ก็ยากที่จะบอกได้ว่า เป็นกลิ่นที่ลงตัวหรือชวนให้มึนงงกันแน่

 

ในที่สุด หลังจากการเฝ้ามองไอที่พวยพุ่งออกมาจากแก้วสีสด เจ้าของแก้วตัดสินใจหยิบมันขึ้นประกอบบทบาท เพื่อไม่ให้มือของตนนั้นว่างเกินไป ดวงตาเฝ้ามองเครื่องดื่มในแก้ว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาแขกรับเชิญอีกคนที่เดินผ่านเข้ามาในฉากเก่าคร่ำคร่าของเขา บรรยากาศน่าอึดอัด และกลิ่นของกาแฟที่ตลบอบอวลก็เริ่มทำให้เขาเวียนหัว

 

“คือ…” คนในฝั่งตรงข้ามตัดสินใจเริ่มพูด “คุณไม่ค่อยไปไหนเหรอครับ?”

 

 

 

 

 

 

 

ก็ประมาณนั้นแหละ เขาไม่ค่อยชอบเมืองใหญ่เท่าไหร่ เธอและลูกๆต่างหากที่ชอบ อีกอย่างการออกไปในตอนกลางวัน มีผู้คนเดินเบียดเสียดและนักท่องเที่ยวไร้มารยาทเดินกระทบไหล่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาปรารถนาจะออกไปเจอหรอก ฉะนั้นขอบอกอีกล้านครั้งว่า ไม่

 

 

 

 

 

 

 

“อือ”

 

 

แต่นั่นคือคำตอบคำเดียวที่ออกจากปากของเขา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กาแฟที่เริ่มเย็นลงบ้างไหลลงสู่ลำคออย่างฝืดเคือง อีกฝ่ายกำลังมองลงบนโต๊ะ มองลายไม้พวกนั้นราวกับมันมีอะไรให้น่าศึกษาค้นคว้า ตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาในห้องห้องนี้ ห้องที่ลือกันทั้งอาคารว่ามีผู้ก่อการร้าย โจร ไม่ก็บุคคลลึกลับอาศัยอยู่ เขาก็ยังไม่เห็นว่าจะมีเค้ารางความเลวร้ายตรงไหน มีแต่ความอบอุ่นและความเก่าแก่ของเฟอร์นิเจอร์ในห้องเท่านั้น แต่นั่นก็ดูเข้ากันกับเจ้าของห้องอย่างน่าแปลก

 

เจ้าของห้องผู้ลึกลับที่เขามารู้ทีหลังจากแฟ้มรวมรายชื่อบุคคลผู้พักอาศัยและเสียงตอบอ้อมแอ้มของเจ้าตัว เจ้าของห้องที่มีชื่อฟังดูเป็นชาวต่างชาติ เฮลมุท ซีโม่ แต่นั่นมันก็ไม่แปลกอะไร นิวยอร์กเต็มไปด้วยชาวต่างชาติ แต่เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ในข้อมูลบอกชื่อผู้พักอาศัยทั้งหมดสี่คน แต่กลับมีชายหนุ่มคนเดียวที่อาศัยอยู่ น่าแปลก

 

ทิชัลล่ามองชายอีกคนที่ตั้งอกตั้งใจหลบสายตาเสียเหลือเกิน จนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะนิสัยส่วนตัว หรือเป็นเพราะเขาทำให้อีกฝ่ายอึดอัดใจกันแน่

 

 

 

 

 

 

 

“ผม…” ทิชัลล่าลุกขึ้น อีกฝ่ายรีบเงยหน้าขึ้นมองตาม ดวงตากลมมองมาตรงๆเพียงเสี้ยววินาที-เพียงเสี้ยววินาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเขา เขาพบว่าดวงตานั้นมีสีเขียวปนอยู่ และริมฝีปากสีสดนั้นก็เม้มแน่น-แค่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนชายหนุ่มจะหันไปทางอื่น

 

“ขอโทษที่มารบกวน-”

 

 

 

 

 

 

กลับกลายเป็นว่า นอกจากวินาทีนั้นจะนานที่สุดในการพบกันครั้งแรกของเขากับคนคนนี้แล้ว อันดับนั้นได้ตกลงไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยวินาทีถัดมา

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีโม่รีบลุกขึ้น มือขาวคว้าแขนสีเข้มของอีกฝ่ายไว้อย่างลืมตัว รั้งคนแปลกหน้าหรือแขกรับเชิญในชีวิตของตนไว้ และแล้วเมื่อคนถูกรั้งหันมามองใบหน้าที่เข้ามาใกล้อย่างไม่ทันตั้งตัว วินาทีนั้นก็กลายมาเป็นวินาทีที่ยาวนานจนคนมองแทบจะลืมวันลืมคืนได้

 

 

 

 

 

 

 

 

“เอ่อ…” ซีโม่ปล่อยมือออกจากแขนของอีกฝ่ายทันทีที่คิดได้ เสียงอ่อนเบาพูดขึ้น

 

 

 

 

 

“ทานมื้อเย็นมั้ย? ผมทำพาสต้า…”

 

 

 

 

 

 

 

 

และแน่นอนว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“แน่นอน”

 

 

 

 

 

xoxo

{fanfiction, t’challa / zemo} : sexual desire

title : sexual desire

fandom : captain america 3 : civil war, 2016

rating – ?

relationship : t’challa / helmut zemo

note : just wanna write, that’s all.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8.56 PM

 

 

 

 

 

มันต้องเริ่มจากที่ไหนสักแห่ง จากแสงไฟสักดวง จากเครื่องดื่มสักแก้ว

 

 

 

 

 

งานเลี้ยง-มันก็ยังต้องเป็นงานเลี้ยงที่หล่อเลี้ยงสังคมตลอด ผู้คนลืมเรื่องราวร้ายๆไปได้อย่างง่ายดายราวกับเรื่องพวกนั้นไม่เคยเกิดขึ้น แม้ว่าเศษซากปรักหักพังจะรายล้อมตลอดถนนเส้นทางมายังสถานที่จัดงานเลี้ยง แต่ผู้คนก็กลับสนใจได้เพียงแค่จุดหมายปลายทางที่มีแต่แสงส่องสว่างเท่านั้น แต่ว่า ยังไงคืนนี้ก็ไม่ใช่คืนสำหรับความเศร้าโศก ไม่ใช่คืนสำหรับความคิดขวางโลกแบบเขา

 

 

 

 

คำพูดที่ว่า ลืมหายใจ มันกำลังเกิดขึ้นกับเขาและทุกๆคนในห้อง เมื่อคนคนนั้นเดินเข้ามา ทุกสายตาจ้องมอง ทุกคนพากันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา มารยาทในงานเลี้ยงเปลี่ยนเป็นการกรูกันเข้าทักทายคนคนนั้น และการดึงความสนใจของคนคนนั้น ก็กลายมาเป็นภารกิจภาคบังคับที่ทุกคนจะต้องทำให้ได้

 

 

 

 

 

 

เสียงหัวเราะร่วนของหญิงสาว-น้องสาวทรงเสน่ห์ ผู้เคียงคู่มากับพี่ชายทรงอำนาจที่ไร้พันธะผูกพัน ไม่นานนักแผนการก็เปลี่ยนเป็นการเดินหมาก ชายหนุ่มบางคนผู้ถูกขอร้องแกมบังคับพยายามดึงหญิงสาวทรงเสน่ห์คนนั้นออกห่าง เพื่อที่จะ-เพื่อที่ชายหนุ่มผู้ยังไม่มีใครจับจอง หรือยังไม่ได้เลือกที่จะจับจองใคร จะได้ไม่มีตัวขัดขวาง

 

 

ผู้เฝ้ามองหัวเราะหึหึ จิบเครื่องดื่มในแก้วพลางมองชายหนุ่มที่กำลังถูกรายล้อมไปด้วยหญิงสาวมากหน้าหลายตา สบโอกาสและวางแผนมาเป็นอย่างดีเพื่อจะได้รับคำพูดสักคำ รอยยิ้มสักนาทีจากองค์ราชาแห่งวาคานด้า แต่ว่านะ-แต่ว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮลมุท ซีโม่กำลังยิ้ม ยิ้มแม้ว่าจะไม่มีใครเห็น จงใจยืนในมุมที่ไม่สะดุดตา มองภาพเหตุการณ์ที่ชายหนุ่มคนนั้นของเขากำลังถูกสาวน้อยพวกนั้นยื้อแย่ง คาดหวังที่จะได้รับโอกาส คาดหวังที่จะได้กลับไปกับชายหนุ่มในคืนนี้ แต่ไม่หรอก ไม่…

 

 

 

 

 

 

 

 

เขาต่างหากที่จะได้กลับไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

9.30 PM

 

 

 

 

 

เขามองเห็นชายหนุ่มที่พยายามอย่างมากที่จะจบบทสนทนาผิวเผิน

 

 

 

เสียงแหลมสูงแข่งขันกันอย่างปิดไม่มิด มือเรียวแต่งแต้มด้วยสีสันแตะลงบนสูทของคนคนนั้น เขารู้ดีว่าแผนการทั้งหมดนี้มันเป็นอย่างไร การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอย่างไม่จบสิ้น

 

 

 

ดวงตากลมโตก้มมองนาฬิกาข้อมือ มันเริ่มจะนานจนเขาเริ่มจะทนไม่ไหว เห็นทีเขาควรที่จะ…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีโม่ก้าวออกจากมุมมืด แสงไฟส่องเป็นประกายบนแก้วแชมเปญในมือ ผู้คนรอบๆเงียบเสียงลงเล็กน้อยให้กับความโดดเด่น-โดดเด่นด้วยความจริงที่ว่า สีผิวของชายหนุ่มนั้นแตกต่างไปจากทุกคน โดดเด่นด้วยความจริงที่ว่าเหตุใดชายคนนี้ถึงมาร่วมงานเลี้ยง และโดดเด่นด้วยความจริงที่ว่า-

 

 

 

 

 

 

“ผมอยากกลับแล้ว” ซีโม่จงใจเดินเข้าชิดใกล้องค์ราชา และจงใจปรายตามองกลุ่มหญิงสาวที่กำลังมองตอบกลับมาเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

โดดเด่นด้วยความจริงที่ว่า ชายหนุ่มมีสถานะอย่างไม่เป็นทางการเช่นไร

โดดเด่นด้วยความจริงที่ว่า-

 

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่ายิ้มให้กับทุกคน โอบเอวของชายหนุ่มข้างๆอย่างถือสิทธิ “เราคงต้องขอกลับก่อน ไว้คราวหน้า…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10.04 PM

 

“คุณหึงเหรอ?”

 

ทิชัลล่ามองคนข้างๆก่อนตั้งใจมองถนนต่อ ใบหน้าไม่สบอารมณ์ผ่านตาไป

 

“แล้วคุณคิดว่าไงล่ะ?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10.49 PM

 

 

 

 

ริมฝีปากบดเบียดกันอย่างรุนแรง วงแขนโอบล้อมลำคอของอีกฝ่าย ดึงให้เข้าใกล้ คำว่าต้องการสะกดซ้ำๆในสมองจนมึนชา เขาหึง-ใช่-เขาหึง มันเป็นความรู้สึกที่แปลกที่เมื่อเขาลองคิดใหม่ในมุมอื่น แทนที่เขาจะมองไปที่หญิงสาวพวกนั้น แม้ว่าบางคนจะมีเนินอกสีเข้มที่แสนจะ-เดี๋ยวนะ เขาเรียกว่าอย่างไรนะ?

 

 

 

 

 

“ทะ-ทิชัลล่า”

 

 

 

 

 

 

อย่าหยุดสิ-ริมฝีปากแนบกันอีกครั้งและคราวนี้เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน จริงสิ-ที่เขาเรียกว่าเย้ายวน สาวน้อยบางคนมีริมฝีปากอวบอิ่มจนถ้าหากย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้วเขาอาจจะเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเธอคนนั้นด้วยซ้ำ แล้วทำไม? ทำไม?

 

 

 

 

 

 

 

มันต้องมีต้นเหตุสิ มันต้องเริ่มจากเครื่องดื่มสักแก้ว เรื่องนี้มันต้องมีเหตุผล ทำไมกัน? ทำไมเขา…?

 

 

 

 

 

 

 

 

สัมผัสอุ่นและสากลากผ่านลำคอ ความแข็งขืนกดแนบ ฉับพลันภาพของพวกเขาและเสียงของเขาเองที่ดังสะท้อนก้องในห้องนอนก็ฉายขึ้น ฝ่ามืออุ่นลากไล้ไปทั่วกาย คำพูดหยาบโลนที่อีกฝ่ายรีดเค้นออกมาจากก้นบึ้งของความต้องการของเขา จังหวะของเสียงเนื้อกระทบกระแทก เสียงหอบหายใจประสานกันขึ้นๆลงๆ ราวกับมีเปลวไฟแผดเผาในลำคอ

 

 

 

 

 

“เดี๋ยว-” ทิชัลล่าผละออกจากใบหน้าขาว ดวงตากลมคู่นั้นมองแต่ตรงริมฝีปากของเขา-ดวงตากลมโตหวานเชื่อมเต็มไปด้วยความเย้ายวนที่เจ้าตัวไม่รู้ว่า ไม่มีหญิงสาวคนใดในงานเลี้ยงนั้นจะเทียบได้ “ไม่ใช่ที่นี่”

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีโม่กระพริบตาถี่ๆก่อนที่สีหน้าเย้ายวนนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าเดิมที่ชายหนุ่มชอบใช้ราวกับปกหลังของไพ่ ใบหน้าเคร่งขรึมและริมฝีปากเหยียดตรง และแล้วนำ้เสียงสั่นสะท้านก็เปลี่ยนเป็น-

 

 

 

 

 

“ก็แน่ล่ะสิ!” ชายหนุ่มผละออกอย่างรวดเร็วราวกับเพิ่งนึกได้ น้ำเสียงประชดประชันยังปนไปด้วยเสียงหอบหายใจพยายามพูดต่อ “แล้วผมก็ยังโกรธคุณด้วย เพราะงั้น-”

 

 

 

 

 

 

“อย่าหวัง”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

01.02 AM

 

 

“ไหนคุณบอก อย่าหวัง”

“เงียบเถอะน่า”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

02.23 AM

 

 

 

 

 

“ไม่ ผมจะ…”

 

 

 

 

 

 

หัวสมองขาวโพลนถูกย้อมไปด้วยความต้องการรสชาติดี แก้วเครื่องดื่มที่ถูกแตะต้องไปเพียงเล็กน้อยวางคู่กัน การร่วมรักสะท้อนอยู่ในกระจกสีอำพัน สะท้อนด้วยแสงไฟที่พยายามเล็ดลอดได้เข้ามาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เสียงหอบหายใจที่เคยดังสะท้อนในความคิดของคนหนึ่งบนเตียงดังสะท้อนออกมาจริงๆในคราวนี้ และแล้วความคิดทุกอย่างก็กระจัดกระจายอย่างที่เจ้าของความคิดต้องการ

 

 

 

 

 

 

“ตะ-ตรงนั้น”

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดหมุนวนและเลื่อนลอยและในขณะเดียวกัน เขาชอบ-ชอบที่ทุกอย่างไร้ระเบียบ ชอบที่ทุกอย่างวูบวาบราวกับแสงไฟริมถนนที่พวกเขาขับผ่าน เร้าใจยิ่งกว่าการทะยานไปตามท้องถนนร้างผู้คนด้วยความเร็วเกือบสูงสุด เสพติดเสียงหอบหนักๆข้างหูและความแข็งขืนที่ชำแรกเข้ามายิ่งกว่าเครื่องดื่มมึนเมาใดๆ

 

 

 

 

 

 

“เฮลมุท”

 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างเริ่มรุนแรงจนทุกสิ่งพร่าเลือน-ทุกสิ่งเลือนหายไปเหลือเพียงแต่กุหลาบสีแดงสดข้างเตียงที่เฝ้ามองมา

 

 

 

 

 

ราวกับไฟ ร้อนแรงจนเขาพูดไม่ออก มีเพียงความต้องการกรีดร้อง

 

 

 

 

 

 

 

น้ำตาอุ่นๆเริ่มไหลออกมา ย้อมทุกสิ่งให้เลือนลางกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

ตามมาด้วยชื่อของเขาที่ดังออกมาจากปากของอีกคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

02.59 AM

 

 

“พรุ่งนี้คุณมีประชุม รู้ใช่มั้ย?”

“รู้”

 

 

เสียงแผ่นกระดาษพลิกไปอีกฝั่ง

 

 

“แล้วก็…การลงมติค้าน้ำมัน แล้วก็…”

“เดี๋ยวนี้คุณชอบกุหลาบสีแดงเหรอ?”

“นี่…ฟังผมอยู่รึเปล่า?”

 

 

 

 

 

 

 

03.03 AM

 

“ผมจะนอนล่ะ” ทิชัลล่าล้มตัวลงนอน ก่อนเอื้อมมือไปปิดไฟ

“ผมยังทำงานไม่เสร็จเลยนะ!”

“เดี๋ยวนี้คุณเปลี่ยนไปนะ เฮลมุท” องค์ราชาหันมามองอีกคนที่ยังพยายามเพ่งมองผ่านแว่น อ่านแผ่นเอกสารในมือ “คุณดู…”

 

 

 

 

“ช่างเถอะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

03.15 AM

 

 

 

 

ซีโม่พยายามหาท่านอนที่สบายตัวที่สุด พรุ่งนี้เขาต้องตื่นแต่เช้าและงานทุกอย่างจะต้องออกมาดีพร้อม และในตอนที่สติสัมปชัญญะและอาการย้ำคิดย้ำทำจะปล่อยให้เขาหลับลงนั้น-

 

 

 

“คุณดูร้อนแรงขึ้นนะ”

 

 

 

 

เสียงทุ้มนุ่มเขยิบเข้าใกล้ใบหู

 

 

 

 

“ครั้งหน้าคุณใส่แว่นไว้ด้วยได้มั้ย? หืม?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยไม่ลืมตา ซีโม่พูดเบาๆ

 

 

 

 

 

 

 

“นอนเถอะ”

 

 

 

 

 

 

 

xoxo

{fanfiction, t’challa / zemo} : together

title : together

fandom : captain america 3 : civil war, 2016

rating – PG

relationship : t’challa / helmut zemo

note : please listening to The xx – Together while reading this

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความระแวดระวังเหมือนจะจับต้องได้กระจัดกระจายไปทั่ว ฟ้ามืดสนิท ดวงตาสีน้ำตาลเขียวจับจ้องไปนอกบานหน้าต่าง จ้องมองทิวทัศน์ที่เด่นชัดขึ้นมาเป็นระยะ-เด่นชัดด้วยแสงสีม่วงวาบบนขอบฟ้า เสียงฟ้าผ่าดังกระหึ่มไปทั่วผืนป่า จับจองอาณาเขตของดินแดน ป่าวประกาศบทบาทของตนในฤดูกาล ดวงตายังคงจับจ้องทิวทัศน์นั้นผ่านสายฝนบนกระจก แม้จะจ้องมอง แต่หากกระแสความคิดของคนมองนั้นไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เห็นแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

 

ความกลัว ความระแวดระวัง ความสงสัย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ค้างคา

 

 

 

 

 

 

 

เขาไม่แน่ใจ เขาไม่เคยแน่ใจ เขาสงสัยว่าทำไม ทำไมกัน? ทำไมทุกอย่างช่างดีพร้อมไปทุกอย่าง? ทุกๆวันที่เขานับวันเวลา รอคอยให้ทุกอย่างจบลง ยิ่งผ่านวันเวลาไปมากเท่าไหร่ ยิ่งวันเวลานั้นเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ความคิดเรื่องการนับถอยหลังสู่ความตายยิ่งจางหายลงไปทุกทีๆ

 

 

 

 

 

 

พวกเขาลืมหรือ? หรือว่าอีกฝ่ายกันที่ลืม? เพราะถ้าเป็นเขา เขาไม่เคยลืมการกระทำของตัวเอง ไม่เคยมีสักวันที่เขาจะลืมเรื่องเลวร้ายที่เขาทำลงไป ไม่มีสักวัน ไม่มีสักวันที่เขาจะลืมสีหน้าสุดท้ายของเธอและลูกๆ ไม่มีวันที่เขาจะลืมเสียงกรีดร้องเสียดแทงถึงกระดูกในวินาทีนั้น ไม่มีวันที่เขาจะลืมว่าลูกกระสุนนั้นเดินทางเร็วแค่ไหน และไม่มีวันที่เขาจะลืมว่า…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเปิดประตูเอียดอาดก่อนจะปิดลงอย่างหนักแน่น กลอนประตูปิดสนิท ช่างให้ความรู้สึกการถูกกักขังเสียจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เว้นเสียแต่ ประตูนั้นไม่เคยถูกล็อค มันไม่เคยถูกล็อคนอกจากเวลาแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฝีเท้าเชื่องช้า เงามืดคืบคลานมาทางด้านหลัง แทบจะเป็นความรู้สึกที่ชวนให้กลั้นหายใจ

 

 

 

 

 

 

 

“ดึกแล้ว”

 

 

 

 

 

เสียงทุ้มนุ่มสำเนียงแปร่ง อ้อมกอดจากด้านหลังแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวระหว่างกัน

 

 

 

 

 

“อือ…” ซีโม่ตอบเรียบๆ “ดึกแล้ว”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

องค์ราชาผละอ้อมกอดออก นั่งลงริมบานหน้าต่าง มองใบหน้าซีดขาวที่จ้องมองออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยไม่เอ่ยปาก มือสีเข้มจับข้อมือของอีกฝ่ายเป็นสัญญาณ ซีโม่เบนสายตามองมา ก่อนจะทรุดนั่งข้างๆ

 

 

 

 

 

ทิชัลล่าดึงอีกคนเข้าแนบชิด ฝังจมูกของตนลงบนเส้นผมนุ่มสีน้ำตาล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูราวกับจะหยุดนิ่ง องค์ราชาคิด ราวกับเขาจะได้นั่งอยู่ตรงนี้กับชายคนนี้ตลอดไป ชายที่เขาเคยไม่รู้จัก ชายคนนี้ที่ชะตาพลิกผันให้มาพบกับเขา ทุกอย่างควรจะเป็นแบบนี้ตลอดไป และมือของเขา ทิชัลล่าประสานมือของตนกับมือเย็นนั้น ก็จะกุมมือของคนคนนี้ไว้แบบนี้ตลอดไป และหยดน้ำตาพวกนั้น องค์กษัตริย์จูบซับน้ำตา เขาก็จะเป็นฝ่ายซึมซับมันไว้เอง และใบหน้านั้น นิ้วมือหนาปาดหยาดน้ำตาออกจากผิวแก้มสีเรื่อ เขาจะไม่ยอมให้ใบหน้านั้นเศร้าโศกอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีโม่จ้องมองอีกฝ่าย น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเจ็บปวดวาดผ่านจิตใจ ยิ่งอีกฝ่ายทำแบบนี้ อ่อนโยนกับเขาแบบนี้ หัวใจของเขามันยิ่งเหมือนจะเต้นเร้า แต่ในขณะเดียวกันก็เต้นเสียดด้วยความรวดร้าว เขาไม่ควรได้รับสิ่งพวกนี้ เขาไม่สมควรได้รับการต่อลมหายใจจากอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่เขามันเห็นแก่ตัว แม้ว่าเขาจะรู้ตัวว่าเขาไม่ควรได้รับสิ่งพวกนี้ แต่เมื่อ-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อริมฝีปากสัมผัสกัน พลันทุกความคิดนั้น…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

{short fic, yondu & peter} : someday

title : someday

fandom : guardians of the galaxy (2014, 2017)

rating – G

relationship : yondu udonta & peter quill

note : i love them

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“แบบนี้เหรอฮะ?”

 

 

“ไม่ๆ” คนสอนจับมือของเด็กชายตัวน้อย พยายามสอนบทเรียนแรกๆของความแม่นยำ “แบบนี้…”

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กชายสูดหายใจลึก ดวงตาอ่อนวัยพยายามกะระยะสายตา มือสีน้ำเงินปล่อยออกจากมือของเขาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาสีแดงเพลิงยังคงจับจ้องที่เขาอยู่ และเขาจะพลาดไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

นิ้วมือเล็กๆเหนี่ยวไกปืน และแล้ว-

 

 

 

 

 

 

 

เขาพลาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตายแน่ๆ เด็กชายคิด เขาต้องโดนจับกินเป็นอาหารของคนข้างๆนี้แน่ ต้องตายแน่ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เงาสูงทะมึนเข้าใกล้มากขึ้น เด็กชายหลับตาปี๋ กลัวไปถึงสุดขั้วหัวใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยอนดูย่อตัวลง มองเด็กชายที่กำลังหลับตาแน่น แก้มขาวสะอาดเริ่มมีน้ำตาไหลอาบลงมา คงจะกลัวคำขู่ของเขาที่ว่าจะจับกิน

 

 

 

 

ผู้ปกครองของเด็กชายหัวเราะหึหึ ตลกกับความคิด ใครที่ไหนจะจับชาวดาวเทอร่ากินกันล่ะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กชายสะดุ้งน้อยๆเพราะสัมผัสสากบนผิวแก้ม ค่อยๆลืมตาขึ้นมอง

 

 

คนแปลกหน้าตัวสีน้ำเงินกำลังยิ้ม

 

 

 

 

 

 

 

“ขี้แยจริงๆ” ยอนดูปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของเด็กชายที่เริ่มร้องไห้หนักกว่าเก่า “พลาดครั้งแรกก็ไม่ผิดอะไรเสียหน่อย”

 

“ผะ- ผมกลัว” เด็กชายตัวน้อยๆที่เขาเก็บไว้เริ่มสะอึกสะอื้น “อย่ากินผมนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

ยอนดูอุ้มเด็กชายขึ้น ตบหลังเบาๆ เด็กชายกอดคนอุ้มไว้แน่น กลัวว่าตนจะตกลงไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปีเตอร์ เด็กน้อยของเขา เด็กชายตัวน้อยที่เขาจะเก็บไว้คนเดียวตลอดไป เป็นของเขาตลอดไป

 

 

 

รอยยิ้มนั้น ผิวแก้มนั้น ดวงตานั้น ไม่นานก็คงเติบใหญ่ แต่ถึงอย่างไร

 

 

 

 

 

 

 

 

“อย่ากินผมเลยนะฮะ” เด็กชายกระพริบตาไล่น้ำตา สูดน้ำมูก พยายามพูดเสียงหนักแน่น

 

 

 

 

 

 

 

“สักวันผมจะไม่พลาด ผมสัญญา”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดาวดวงน้อย สตาร์ลอร์ดของเขา ความสบายใจเดียวของเขา

 

 

 

 

สักวันนั้นมันต้องมาถึงแน่ เจ้าหนู

 

 

 

 

 

FIN

{fanfiction, t’challa/zemo} : night

title : night (prequel of ‘honeymoon (‘us against the world’)‘)

fandom : captain america 3 : civil war, 2016

rating – NC

relationship : t’challa / helmut zemo

note : just something i want to write 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเพลงขับขานด้วยสำเนียงแปลกหู ดนตรีจังหวะเร่งเร้าเล่นสลับกับดนตรีจังหวะเนิบช้า เสียงพูดคุยของผู้คนล่องลอยมาจากบริเวณที่ไม่ห่างออกไปมากนัก ณ ที่นั่น บทสนทนาดังพึมพำแต่น่าพึงพอใจ ผู้คนจะเข้ามาถามไถ่และจ้องมองกัน หัวเราะทั้งๆที่เข้าใจและไม่เข้าใจในคำพูด แลกเปลี่ยนประโยคกันในภาษาที่หลากหลาย แสงไฟจะส่องแสงเรื่อเรือง ชายหนุ่มและหญิงสาวจะมาพบปะกัน บทดนตรีจะไหลรินไม่ต่างจากเครื่องดื่มรสชาติดี ทุกสิ่งหรูหราจะต้องถูกนำออกมาจัดแสดง และวงดนตรีก็จะบรรเลงบทเพลงไปเนิ่นนานตราบเท่าที่ยังคงมีคู่รักยืนอยู่บนฟลอร์เต้นรำ

 

 

 

ณ ที่นั่น งานเลี้ยงกำลังดำเนินอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มลืมตาขึ้น ร่างกายเปลือยเปล่าค่อยๆลุกอย่างช้าๆขึ้นจากเตียง ความปวดเมื่อยตามตัวยังคงอยู่เล็กน้อย แม้จะร่วมรัก ไม่สิ-มีความสัมพันธ์กันมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะชินกับเรื่องพวกนี้

 

 

 

กลิ่นกายของชายอีกคนผู้เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ยังคงติดหลงเหลือตามเนื้อตัว ร่องรอยจากอีกฝ่ายยังคงฉายชัดเจน-แต่งแต้มผิวไม่ต่างจากกลีบกุหลาบสีหวาน และแน่นอนว่า ทุกความรู้สึกที่ร่องรอยพวกนั้นประทับลงบนร่างกาย มันก็ช่างแสนหวานไม่ต่างจากกลีบกุหลาบจริงๆ

 

 

 

 

 

เฮลมุท ซีโม่ก้มลงมองข้อมือที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยเดียวที่เป็นฝีมือของเขาเอง รอยแผลดูจะจางลงมากแล้ว แต่หากความรู้สึกนั้นไม่เคยจางลงเลยแม้สักนิดเดียว หากถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกรังเกียจในตนเอง เพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่ริมฝีปากนั้นทาบทับลงมา ทุกครั้งที่คำพูดอ่อนโยนสำเนียงแปร่งนั้นถูกมอบให้กับเขา ทุกๆสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้ ทุกๆคืนที่คำพูดหลุดลอยออกมาจากริมฝีปากของเขา ประโยคเพียงสามคำนั้น

 

 

 

 

ผมรักคุณ

 

 

 

 

 

 

ซีโม่กอดเข่า ใจนึกหวั่นว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่เขาตื่นขึ้นมาและไม่พบกับอีกคนหรือไม่ แต่เมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น ความรู้สึกรังเกียจตัวเองก็เข้ามาสอดแทรก ก็สมควรแล้ว ทิชัลล่าไม่ได้รักเขาหรอก ที่พวกเขาทำไปทุกครั้งมันก็แค่อารมณ์หนึ่งชั่วยาม แค่ความเหงาของเขา และความสงสารที่กษัตริย์หนุ่มมีให้กับเขา มันก็เท่านั้นเอง เท่านั้น-

 

 

 

หากแต่… แล้วคำพูดพวกนั้นล่ะ?

 

 

 

 

แล้วคำพูดพวกนั้นล่ะ? หัวใจเขาเถียงขึ้นมา คำพูดพวกนั้นที่มีให้แค่เขา คำพูดหลายครั้งหลายคราที่มอบให้กับเขา พวกนั้นเป็นเพียงแค่อารมณ์-เป็นแค่เรื่องความสัมพันธ์ทางกายหรือ? คำพูดที่ชวนให้ใจสั่นไหว คำพูดปลอบประโลมที่มอบให้ทุกครั้งที่เขาตื่นจากห้วงความฝันอันมืดมิด คำพูดอ่อนโยนในบทสนทนากลางแสงแดดอบอุ่น คำพูดแตกพร่ากระซิบกระซาบหลังใบหูยามค่ำคืน

 

 

 

 

 

‘ไม่เป็นไร ผมอยู่นี่แล้ว’

‘คุณปลอดภัยแล้ว’

‘ผมจะปกป้องคุณ’

‘คุณก็น่ารักดี’

 

 

 

 

 

‘คุณเป็นของผมคนเดียว พูดสิ…’

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เท้าสัมผัสกับพื้นหินอ่อนเย็นเยียบ เสียงเพลงเจือจางลงไปมากหากยังคงบรรเลงอยู่ เขารู้ว่าการปรากฏตัวท่ามกลางผู้คนเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ลำพังการจัดงานเลี้ยงในที่แห่งนี้ โดยมีเขาอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่ชั้นปราสาท แค่นั้นก็นับว่าเสี่ยงมากแล้ว แต่ใครกันเล่าจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่

 

 

 

 

 

ซีโม่เยื้องย่างไปตามพื้นหินอ่อน แสงจันทร์ส่องกระทบผิวขาวสะอาดที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าคลุมบางเบา ดวงตาสีน้ำตาลเขียวเหม่อมองออกไปยังชายป่านอกบานกระจก

 

 

 

 

 

บางที เขาน่าจะลองเสี่ยงดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่ากล่าวอำลาแขกคนสุดท้ายที่กำลังเดินจากไป งานเลี้ยง-เครื่องมือแสดงอำนาจของราชวงศ์อย่างหนึ่ง มันเป็นการดีที่จะได้พบปะผู้คนและได้เป็นมิตรกับประเทศใหม่ การสังสรรค์นั้นดีกับทุกคน วาคานด้าจะได้ก้าวออกจากเงามืด ผู้คนจะได้พูดกันถึงความสวยงามที่หลบซ่อนมานานแสนนาน มันจึงเป็นการดีที่สุดที่จะจัดงานเลี้ยงขึ้นที่นี่ ปราสาทเก่าแก่สว่างขึ้นด้วยไฟจากโคมระย้าเก่าเก็บที่ในที่สุดก็ได้ส่องแสงให้กับค่ำคืนนี้ ลวดลายสลักและภาพวาดงดงามวิจิตรจากยุคก่อนปรากฏผ่านสายตาของผู้คนในงาน พรรณไม้พื้นเมืองตามมุมห้อง กุหลาบขาวปริบานตามแจกันใบยักษ์ ค่ำคืนนี้จะเป็นที่โจษขานไปอีกนานอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

พลันความคิดหนึ่งไหลผ่านกระแสความคิดเข้ามา ความคิดที่องค์ราชาพยายามเก็บมันไว้ในใจส่วนที่ลึกที่สุด หากเปรียบว่าปราสาทแห่งนี้หลบซ่อนความสวยงามของมันมานานแล้ว ชายหนุ่มคนนั้น-เฮลมุท-ก็ย่อมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สวยงามไม่แพ้กันที่ปราสาทแห่งนี้เก็บงำไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

องค์กษัตริย์หนุ่มถอนหายใจเมื่อรับรู้จากหญิงรับใช้ว่าแขกคนสุดท้ายออกไปพ้นเขตปราสาทแล้ว เสียงเดินของหญิงรับใช้ดังสะท้อนก้องในโถง ก่อนจะหายไป เหลือไว้เพียงแสงสว่างจากโคมระย้าสีทองและความเงียบยามราตรี

 

 

 

 

 

เขารู้ว่ามันไม่ดีนักที่จะหายออกจากห้องออกมาทั้งแบบนั้น แต่เขาไม่อาจเสี่ยงปรากฏตัวพร้อมกับชายหนุ่มได้ ผู้คนจะต้องจำซีโม่ได้อย่างแน่นอน และนั่นอาจหมายถึงจุดจบ

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่ารินไวน์ขาวลงในแก้ว ยืนมองโถงสว่างไสวร้างผู้คน ก่อนจะเหลือบไปเห็น-

 

 

แผ่นหลังของใครบางคนยืนอยู่ที่สุดปลายของบันได ยืนมองรูปวาดขนาดใหญ่ของบิดาของเขาหรือกษัตริย์องค์ก่อนแห่งวาคานด้า

 

 

 

“คุณครับ งานเลี้ยงเลิกแล้ว…” ทิชัลล่าเดินขึ้นบันไดเข้าใกล้ชายหนุ่มคนนั้น ก่อนที่ใบหน้านั้นจะหันมามอง

 

 

 

ชายหนุ่มผิวขาว แก้มอิ่มสีเรื่อ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเขียวใต้กรอบแว่น ผมสีน้ำตาลทองหวีเรียบร้อย สีหน้าเศร้าสร้อย

 

 

“ใช่…” ซีโม่ยิ้มจางๆ “งานเลี้ยงเลิกแล้ว”

 

 

 

ทิชัลล่ามองสีหน้านั้น ดวงตาของซีโม่หลบสายตา ก่อนจับจ้องรูปวาดตรงหน้าตนตามเดิม

 

“คุณพ่อของคุณ…” เสียงแผ่วเบาดังออกมา “ท่านดูเป็นคนดีนะ”

 

องค์ราชามองสีหน้าหลากหลายและดวงตาน้ำตารื้น ซีโม่ยังคงมองรูปต่อไป

 

“ผมรู้ว่าคุณอาจจะไม่เชื่อหรือยังไงก็ตาม แต่-” ซีโม่หันหลัง ซ่อนสีหน้า เขาไม่อยากให้ใครเห็นสีหน้านี้ของเขาอีกแล้ว ไม่แม้กระทั่งทิชัลล่า “ผมเสียใจจริงๆ ผมเสียใจ…”

 

 

 

ทิชัลล่าฟังเสียงสะอื้น มองดูแผ่นหลังนั้นสั่นไหว

 

 

 

 

 

อ้อมกอดเข้าสวมกอดคนที่กำลังร้องไห้จากด้านหลัง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ

 

 

 

“ผมให้อภัยคุณ เฮลมุท…”

 

 

 

 

 

 

อ้อมกอดผ่านไปนานจนซีโม่ผละออก มือปาดน้ำตาอย่างลวกๆ ฝืนหัวเราะออกมา “มีอะไรดื่มมั้ย? งานเลี้ยงทั้งที…”

 

 

 

 

ทิชัลล่ามองรอยยิ้มนั้น ก่อนยิ้มตอบชายหนุ่ม “มีสิ…” มองอีกฝ่ายเดินลงไปตามขั้นบันได ก่อนหันกลับมามองรูปวาดที่จับจ้องพวกเขาทั้งสองคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ซีโม่เดินลงมาตามบันได สายตากวาดมองบรรยากาศวังเวงที่เคยมีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังสะท้อน เคยมีผู้คนมากมายอยู่ที่นี่ ไม่ใช่แค่ในคืนนี้ หากเป็นหลายยุคหลายสมัยที่พื้นที่นี้ โถงแห่งนี้ถูกเหยียบย่ำ บทสนทนามากมายเคยสะท้อนกลับไปกลับมาในปราสาทแห่งนี้ แต่ตอนนี้มีเพียงแค่…

 

 

 

 

มืออบอุ่นแตะลงบนไหล่จนเขาสะดุ้ง ซีโม่หันมามององค์ราชา มือที่แตะที่ไหล่เขาเปลี่ยนมาแบยื่นให้

 

 

 

“อะไรเหรอ?” ซีโม่ถามอย่างงงงวย

 

 

 

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา ก่อนจะตามมาด้วยคำเชิญ

 

 

 

“เต้นรำกับผมมั้ย?”

 

 

 

 

 

 

 

มือขาววางลงบนฝ่ามือของอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนที่มือใหญ่นั้นจะจับมือเขาไว้ ทิชัลล่าวางมือลงบนเอวของชายหนุ่มที่ดูเก้อเขิน แก้มขึ้นสี ก่อนวางมือของตนลงบนไหล่ของเขา และการเต้นรำก็เริ่มขึ้น

 

 

 

 

 

 

ไม่มีเสียงดนตรีใดๆบรรเลงสำหรับพวกเขา ไม่มีแขกเหรื่อ ไม่มีสักขีพยาน มีเพียงแค่ความเงียบ และดวงตาที่เฝ้ามองกันและกัน

 

 

 

 

 

 

 

และเมื่อการเต้นรำจบลง มือขาวของอีกฝ่ายผละออก ก้าวถอยห่าง

 

 

 

 

 

 

“ทิชัลล่า ผม…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

องค์ราชายืนมองโถงร้างผู้คนหลังงานเลี้ยง นึกได้เพียงภาพของชายคนหนึ่งผู้เคยยืนอยู่ตรงนี้กับเขา ภาพความทรงจำที่ยังคงเหมือนมีชีวิตอยู่ในปราสาทแห่งนี้เสมอ

เขาจะตามหาชายหนุ่มคนนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

 

 

 

FIN

{fanfiction, logan} : until

title : until

fandom : logan, 2017 (x-men)

rating : PG

relationship : logan / charles xavier, erik lehnsherr / charles xavier (implies)

note : so sad, please enjoy crying 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#week 5

#a lovely night

#kiss

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“-โดมิโน่พิซซ่ากับเป๊บซี่โคล่า สั่งตอนนี้เราส่งฟรีถึงบ้านคุณ-”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ชาร์ลส์” เสียงเรียกอย่างเหนื่อยหน่ายเรียกชื่อชายชราผู้กำลังพร่ำบ่นอะไรต่อมิอะไรที่ออกมาจากโทรทัศน์เก่าๆที่รับสัญญาณได้เพียงไม่กี่ช่อง โทรทัศน์ที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวากว่าคนที่อาศัยอยู่ในนี้ “ชาร์ลส์…”

 

 

 

 

 

 

“นายเป็นใคร?” ดวงตาของชายชราจับจ้องมองมายังคนที่นั่งอยู่ข้างๆเตียง “ไม่สิ… ฉันรู้ว่านายเป็นใคร ใช่มั้ย?”

 

“แน่นอน-” โลแกนถอนหายใจ “แน่นอน นายรู้”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือของชายผู้เคยแข็งแกร่งกว่านี้ กำกระปุกยาของคนที่พร่ำเพ้ออะไรๆออกมาเป็นระยะๆ เสียงแผ่วเบาของชายที่แทบจะลาจากโลกนี้ไปได้ทุกวินาที ความกลวงเบาของกระปุกยาทำให้เขารู้ว่าปริมาณของมันไม่เพียงพอแน่นอน แต่จะทำอย่างไรได้ ยาในกระปุกมันก็ไม่เคยเพียงพอ และเขาก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในสถานะที่จะเรียกร้องอะไรได้ ลำพังยาไม่กี่เม็ดในกระปุกก็แทบทำให้พวกเขา โดยเฉพาะเขา กระเป๋าตังค์เบาไปอีกหลายสัปดาห์ บางทีเขาควรเอาช่วงเวลาตอนกลางคืนออกรับผู้โดยสารให้มากขึ้น แล้วสักวันหนึ่ง เขาและชาร์ลส์ จะได้ออกไปจากทะเลทรายแห้งแล้งแห่งนี้ ลงใต้ ไปสู่ทะเลจริงๆ ไปสู่มหาสมุทร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงโทรทัศน์แห่งปีปัจจุบัน ไม่หลงเหลือซึ่งวันเก่าๆ โลกที่เฉยชา ผู้คนที่หลงลืมและตายจาก มีเพียงเขากับชายชราผู้ยังคงเต็มไปด้วยความหวังที่บางทีเขาก็เกลียดมัน และสถานที่แห่งนี้ ต้นไม้ที่เติบโตใต้แสงไฟนีออน กลิ่นชื้นๆของดินเปียก เสื้อผ้าซีดจางเหม็นอับ โทรทัศน์ส่งเสียงและภาพที่คอยแต่ติดขัดและขาดหาย หนังสือเล่มหน้าปกเก่าขาด อาหารเหลือทิ้งและเศษขยะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พวกเขาเหลืออะไร?

ไม่มีเลย นอกจากความหวังที่ชาร์ลส์คอยแต่พร่ำเพ้อถึง อดีตอันหอมหวาน

 

 

 

และ เวลา

 

 

 

 

 

 

 

เสียงของชาร์ลส์ดังขึ้น

 

 

 

 

 

“โลแกน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“โลแกน”

 

 

 

 

 

 

 

เสียงหัวเราะของผู้คนและเสียงดนตรีเบาลงเมื่อประตูปิดสนิท น้ำหนักเพียงเล็กน้อยของชายหนุ่มในอ้อมแขนของเขา และรอยยิ้มหวานแบบไม่มีสติ ทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้

 

 

 

 

 

“ศาสตราจารย์…” โลแกนค่อยๆวางร่างกายของคนเมาลงบนเตียง “คุณเมามากเลยนะคืนนี้”

 

“แล้วไงล่ะ?” เสียงเล็กๆปนเสียงหัวเราะคิกคัก ใบหน้าซุกลงบนหมอนสีขาวของตน “…นานๆสนุกที”

 

 

 

 

 

 

คนฟังหัวเราะในลำคอ มองศาสตราจารย์หนุ่มที่กำลังหลับ แสงสีเหลืองนวลส่องสลัวในห้องนอนหรูหราอบอุ่น-ห้องนอนของชาร์ลส์ที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้เหยียบย่างเข้ามา จะมีก็แต่เพื่อนสนิทของชายหนุ่ม เอริค แลนเซอร์ ที่เป็นผู้ได้เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของเจ้าของบ้าน ได้สัมผัสกับข้าวของส่วนตัวของชายคนนี้ ได้พักในห้องห้องเดียวกับคนคนนี้ เขาไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นถึงขั้นไหน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม… เอริคไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ใช่ตอนนี้

 

 

 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาชอบชาร์ลส์ ไม่ใช่ในแง่นั้น เขาเคารพชาร์ลส์ เคารพในศรัทธาแรงกล้า เคารพในความกล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อความคิดของตนเองของชาร์ลส์ ไม่ใช่ทุกคนจะมีพลังแข็งแกร่ง และไม่ใช่ทุกคนจะมีจิตใจแข็งแกร่ง แต่กับชาร์ลส์ ความแข็งแกร่งที่สุดของชายหนุ่มไม่ใช่พลังจิต ไม่ใช่พลังที่สามารถบุกทะลวงได้ถึงจิตของทุกคน สั่งการกับความรู้สึกนึกคิดและจิตสำนึกที่ลึกล้ำที่สุด แต่เป็นความอ่อนโยนของชายหนุ่ม ความอ่อนโยนที่เขายอมจำนนให้ ความอ่อนโยนที่ไร้ซึ่งการเสแสร้ง ความอ่อนโยนที่ทำให้แม้แต่เอริคหรือคนอื่นๆยอมเข้าร่วม และถอยห่างจากความชั่วร้ายในตัว

 

 

 

 

 

 

“โลแกน…” ดวงตาสีฟ้าดูเข้มจนเหมือนกับสีน้ำเงิน เสียงนั้นแผ่วเบาก็จริง แต่กลับหนักแน่นในตัวมันเอง “สัญญาอะไรกับฉันได้มั้ย?”

 

 

 

 

ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงเลือกทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แต่ตอนนี้ เขาสยบแล้ว-สยบต่อชายตรงหน้า

 

 

 

 

“ได้สิ” เสียงของโลแกนอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว “ได้ทุกอย่าง”

 

 

 

 

 

 

 

ชาร์ลส์ยิ้มให้กับภาพตรงหน้า ชายผู้เคยเป็นเหมือนสัตว์ป่ากำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน เขารับรู้ได้ถึงความคิดของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องใช้พลัง รู้ได้จากน้ำเสียงนั้นว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไร บางทีเขาอาจเห็นแก่ตัวแต่ว่า…

 

 

 

 

 

สัมผัสของมือเย็นเยียบสัมผัสลงบนผิวหน้าด้านข้าง ดวงตาสีน้ำเงินเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันรู้เสมอว่านายเป็นคนดี” โลแกนมองดวงตานั้น คนตรงหน้าช่างดูดีไม่ต่างจากเพชรต้องแสงไฟ “ฉันรู้มาตลอด”

 

 

 

 

 

 

มือหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจับมือนุ่มนั้นออก หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย

 

 

 

 

 

“นายไม่รู้จักฉัน ชาร์ลส์ ฉันไม่ใช่คนดีขนาดนั้น-”

 

 

 

 

 

 

 

ริมฝีปากสัมผัสกับริมฝีปาก หยุดทุกบทสนทนาเอาไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้ถูกรับสัมผัสงงงวยเล็กน้อย ก่อนจะผละออก

 

 

 

“ชาร์ลส์…”

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตาสีน้ำเงินนั้นมองมา ก่อนกระซิบเสียงเบา

 

 

 

 

 

 

“ได้โปรด”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความต้องการในระหว่างพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นของเขา หรือของอีกฝ่ายก็ตาม ผิวเนื้อเนียนละเอียดขาวสะอาด เส้นผมสีน้ำตาลสลวย เสียงดนตรีและเสียงของแขกเหรื่อในงานเลี้ยงที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง สัมผัสอันนุ่มนวลของชาร์ลส์ที่เขาไม่เคยได้ลิ้มรสจากใครที่ไหน เสียงหอบหายใจอ่อนๆและกลิ่นหอมเฉพาะตัว บรรยากาศของห้องนอนนี้ พื้นที่ลึกล้ำที่สุด ผืนผ้าปูที่นอนและผ้านวมอันหอมหวาน แสงสีนวลของไฟจากโคมระย้า เฟอร์นิเจอร์ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของเจ้าของ เขาได้ชาร์ลส์ ได้รุกล้ำเข้ามาในที่แห่งนี้ ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์ได้แม้แต่เหลือบมองคนตรงหน้า

 

 

 

 

 

เปลือกตาของร่างกายใต้ล่างปิดแน่น แล้วเขาก็นึกสงสัยว่า เป็นใครกัน? ที่ชายหนุ่มหลับตาจินตนาการถึง

 

 

 

 

 

 

“เอริค…” น้ำตาไหลอาบลงมาจากดวงตาที่ปิดสนิท ชื่อที่เป็นคำตอบของคำถาม

 

 

 

 

 

“ชาร์ลส์…” เขารู้ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ แม้ว่าคนในดวงใจของคนคนนี้จะไม่เคยอยู่เคียงข้าง แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์

 

 

 

 

 

 

 

แต่… เขาขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แค่คืนนี้-คืนที่เหมือนกับภาพความฝันสีนวลตาที่คงจะอยู่ในความคิดของเขาตลอดไป

 

 

 

 

 

 

“ชาร์ลส์” ดวงตาสีน้ำเงินเปิดขึ้น “มองผมสิ”

 

 

 

 

 

 

 

และนั่นก็เป็นช่วงเวลาเดียวจนกระทั่งทุกอย่างจบลง ที่เขาเชื่อว่า เขาคือคนที่อยู่ในใจของชาร์ลส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“โลแกน-”

 

 

 

“ไม่ต้องพูดมากเลยชาร์ลส์ กินยานี่ซะ” ชายชรารีบกินยาตามคำสั่ง ก่อนที่ดวงตานั้นจะดูกลับมามีสติดังเดิม

 

 

 

 

 

 

 

“โลแกน…”

 

 

“อะไรอีกล่ะ?”

 

 

 

 

 

 

 

ความร้อนยังคงระอุในแท้งค์น้ำ ต้นไม้สีเขียวปนสีน้ำตาลยังคงรับน้ำไม่เพียงพอ โทรทัศน์ยังคงเสีย และเขาก็ยังอยู่ข้างๆอีกคน อย่างที่เขาสัญญาไว้กับตัวเองตั้งแต่ได้พบกับความอ่อนโยนนั้นเป็นครั้งแรก สัญญาว่าเขาจะรักษาคนคนนี้ให้ปลอดภัยตลอดไป ตราบที่เขายังคงมีลมหายใจ

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก็นานเท่าที่ผมอยู่กับคุณนั่นแหละ ศาสตราจารย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

{fanfiction, a cure for wellness} : sickness

title : sickness

fandom : a cure for wellness, 2017

rating : R

relationship : volmer / lockhart

note : tbh, i am fucking crazy

 

 

 

 

 

#week 6

#anger

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงบดขยี้ของล้อยางบดขยี้ไปตามพื้นถนนลาดชัน ชายหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความปีติสุขจนแทบคลุ้มคลั่ง กลิ่นเผาไหม้ของยางไม้และเนื้อหนังของมนุษย์ที่แทบไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ มือเย็นเฉียบหยาบกร้านเหมือนคนตายกุมมือหญิงสาวในดวงใจไว้ มือของหญิงสาวที่ไม่เคยถูกมือของชายใดแตะต้องแม้ปลายเล็บ รสชาติของชัยชนะและอิสรภาพที่ทอดตัวยาวจนสุดถนนเบื้องหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นั่นคือสิ่งที่คุณคาดหวัง ใช่มั้ย?”

 

 

 

 

ชายวัยกลางคนละสายตาจากนอกหน้าต่าง แสงจันทร์ส่องจนเงาของคนพูดทาบทับลงมาตามร่างกายของผู้ป่วย ใบหน้าซีดจางเหมือนผีของผู้ป่วยไร้ซึ่งจิตวิญญาณของการหลบหนี ได้เพียงแต่เฝ้าฝันหวานถึงอิสรภาพอันแสนหอมหวน

 

 

 

หากแต่ ทุกอย่างเป็นเพียงภาพฝันหวานเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

คนฟังนิ่งเงียบ จนตรอก ได้แต่นอนนิ่งๆอยู่อย่างนั้นบนเตียง-เตียงที่เจ้าของสถานที่แห่งนี้มีน้ำใจแบ่งปันให้ ห้องนอนของชายตรงหน้าที่กำลังยืนมองกิจกรรมกลางดึกนอกหน้าต่างอย่าง การลากศพไปทิ้ง และสามารถยิ้มออกมาได้ น้ำใจเล็กๆน้อยๆอย่างที่ซุกหัวนอนสำหรับตัวจุ้นจ้านอย่างเขา และสินน้ำใจที่เขาต้องจ่ายตลอดไปอย่าง การโดนทรมานให้ตายทั้งเป็น

 

 

 

 

 

“คุณมันปีศาจ…”

 

“คุณป่วย ผมจะช่วยรักษาคุณเอง มิสเตอร์-” ใบหน้าของปีศาจในความมืดเคลื่อนตัวมา กระซิบชื่อเหมือนกับวลีในเสียงเพลง ลมหายใจของความตายอบอวลอยู่ระหว่างระยะห่างของริมฝีปากทั้งสอง “ล็อกฮาร์ท”

 

 

“แกมันปีศาจ” ล็อกฮาร์ทกัดฟันพูด น้ำลายกระเซ็นใส่ใบหน้าหล่อเหลา

 

 

 

 

 

 

ดวงตาของคนหนุ่มผู้เผชิญโลกมาไม่กี่สิบปีจับจ้องดวงตาแหลมคมของคนที่ก้าวข้ามความตายมาเป็นเวลาหลายร้อยปี หรือไม่-ก็เป็นความตายนั้นเสียเอง แสงจันทร์ส่องผ่านกระจกเข้ามาจนใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงเทพบุตรนั้นดูราวกับรูปปั้น-รูปปั้นที่ไม่มีวันบุบสลาย รูปปั้นที่เวลาไม่สามารถมาพรากรูปร่างสมมาตรไปได้ หล่อเหลาจนน่ากลัว นุ่มนวลจนแทบน่าขนลุก กลิ่นน้ำหอมจากที่ไหนสักแห่งโชยมาจนน่าคลื่นเหียน คนนอนอยู่หัวหมุนเหมือนโลกทั้งใบของตนหมุนพลิกกลับ ดวงตาหลับลงก่อนจะค่อยๆลืมขึ้น

 

 

 

“ดื่มน้ำซะ” แก้วที่มีน้ำรสชาติเฝื่อนถูกนำมาจดจ่อบนริมฝีปาก มือของปีศาจประคองศีรษะของเขาไว้ “แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้น”

 

 

 

ล็อกฮาร์ทดื่มน้ำจนหมดแก้ว แม้จะจนหยดสุดท้าย แต่โพรงปากและลำคอยังคงรู้สึกเหมือนดินในหน้าร้อนที่ได้รับน้ำเพียงน้อยนิด เสียงแหบแห้งที่ชุ่มชื้นขึ้นกล่าวตอบ

 

 

 

 

“ขอบคุณ”

 

 

 

 

 

 

คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อย ประหลาดใจกับอาการสงบนิ่งของคนไข้ ระแวดระวังกับการกระทำต่อไปของอีกฝ่าย เมื่อไหร่ก็ตามที่ชายหนุ่มบอกว่าดีขึ้น หรือแม้แต่สงบนิ่งลง นั่นคือสัญญาณอันตราย เหมือนน้ำนิ่งที่ไม่เผยแผนการของคลื่นน้ำรุนแรง ใต้อารมณ์เรียบเฉยของชายหนุ่ม คือสิ่งที่เขาควรระวัง

 

 

 

 

“เอาล่ะ… ผมพูดถึงไหนแล้ว-” ล็อกฮาร์ทพยายามไม่ยิ้มออกมาอย่างบ้าคลั่ง แก้วใสยังอยู่ในมือของเขา “ใช่แล้ว คุณคาดหวังจะหนีออกไปใช่มั้ย? พร้อมกับแฮนน่าห์? ง่ายดายอย่างนั้นเชียว?”

 

 

 

“คุณลืมไปอย่างนึงคุณหมอ” ยิ้มอย่างบ้าคลั่งและรุนแรงผุดขึ้นบนใบหน้าอ่อนวัย “…ผมตั้งใจจะฆ่าคุณก่อน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก้วในมือชายหนุ่มแตกบิ่นจนเป็นฟันปลา มือขาวซีดหมายจะพุ่งชนแก้วคมนั้นลงบนลำคอของอมนุษย์ตรงหน้า แก้วคมพุ่งผ่านบาดใบหน้าอมตะจนเลือดสีแดงสดไหลซึม ต่อสู้ดิ้นรนรุนแรงเต็มกำลัง แต่มีหรือจะสู้คนที่มีชีวิตอยู่-รอดผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน มือของบารอนจับแน่นที่ข้อมือของคนที่หมายจะเอาชีวิต บีบแน่น ดัดไปอีกทิศทางจนมือของคนที่ไม่มีทางจะสู้-เป็นเพียงคนนอกที่หลงเข้ามา-เป็นเพียงอีกคนที่โชคร้ายเข้ามาเป็นคนไข้-ต้องปล่อยอาวุธออก

 

 

 

 

 

 

เสียงตะโกนร้องดังออกจากปาก โหยหาการช่วยเหลือที่ไม่เคยมาถึง

 

 

 

 

 

 

“ชู่ว์…” มือทั้งสองของผู้ไร้หนทางหลบหนีถูกกดแน่นลงบนพื้นผ้าขาวบนเตียงนอน “อย่าส่งเสียงดังสิ เดี๋ยวคนไข้คนอื่นๆไม่ได้พักผ่อนกันพอดี”

 

 

 

“แกมันบ้า! แกมันปีศาจ! แกมันบ้าไปแล้ว!”

 

 

 

“ดูตัวเองสิ มิสเตอร์ล็อกฮาร์ท” กลิ่นของความตายในลมหายใจนั้นใกล้เข้ามามากขึ้นอีกครั้ง “คุณป่วยนะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

รสชาติของจุมพิตที่น่าขยะแขยง ดวงตาสีฟ้าใสสะท้อนซึ่งกันและกันเหมือนผืนน้ำก้นบึ้งสกปรกกับท้องฟ้าสดใสที่มีความหวังและความทะเยอทะยานเจือปนอยู่เสมอ ลิ้นของผู้รุกรานไหลลิ้มรสไปตามโพรงปาก ดวงตาสีฟ้าใสของคนเบื้องล่างกลอกขึ้นอย่างทรมาน น้ำตาไหลออกมา ไม่แตกต่างจากเมื่อตอนโดนบังคับให้สิ่งมีชีวิตแปลกปลอมรุกรานเข้าไป สิ่งมีชีวิตที่ไหลเวียนวนอย่างน่าอิจฉาในร่างกายนี้

 

 

 

 

 

 

 

เสียงครวญครางและอาการสูดลมหายใจที่เสียไปเมื่อครู่ เขาเคยเฝ้าฝันถึงเวลาที่จะได้ครอบครองลูกสาวของเขาโดยสมบูรณ์ ครอบครองความบริสุทธิ์นั้นแต่เพียงผู้เดียว ความบริสุทธิ์ที่เขาเฝ้าถนุถนอม ฟูมฟัก ถักถอเส้นด้ายแน่นหนา กันผีเสื้อตัวน้อยๆของเขาไม่ให้ออกจากดักแด้ รอเวลาที่จะเป็นผู้กรีดผ่านเส้นด้ายหนาทึบพวกนั้น และสัมผัสกับปีกผีเสื้ออ่อนๆคู่นั้นด้วยมือของตนเอง

 

 

 

 

แต่เขาก็ไม่ต่างจากแฮนน่าห์ ความอ่อนวัย สิ่งแปลกใหม่น่าลิ้มลอง สิ่งที่แตกต่างไปจากความจำเจในสถานที่แห่งนี้ ปลุกเร้าบางสิ่งในตัวเขา เช่นเดียวกับความสาวของแฮนน่าห์ที่ล้นทะลักออกมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผมดีขึ้นแล้ว ผมดีขึ้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดประโยคนั้นซ้ำๆเหมือนคนบ้า ความหวาดกลัวระบายอยู่ในใบหน้าที่ไม่ต่างจากกระเบื้องเคลือบ อ่านง่าย อ่อนไหว “ผมดีขึ้นแล้ว…”

 

 

 

 

 

 

 

 

และแม้อีกฝ่ายจะพร่ำบอกมากแค่ไหน หลอกลวงมากแค่ไหน แต่เมื่อเขาเริ่มรุกราน เมื่อเสื้อผ้าอาภรณ์เริ่มหลุดออกไป อาการต่อต้านที่ไม่เคยได้ผลก็ย้อนกลับมาอีก การต่อสู้ดิ้นรนของชายหนุ่มผู้โรยแรงลงทุกวัน ช่างน่าขัน ช่างน่า…

 

 

หลงใหล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่ออาการต่อต้านที่ผ่านพ้นไป เหมือนคลื่นทะเลที่สงบลง ริมฝีปากที่รั้งแต่จะกัดริมฝีปากของเขาก็คล้อยไปตามอารมณ์ มือหยาบกร้านเยียบเย็นของชายแปลกหน้าลูบไล้ไปตามผิวหนังที่เคยรู้สึกเหมือนตายไปแล้ว ความรู้สึก-ตัณหากามารมณ์ที่ถูกสะกดกลั้นมานานนับหลายร้อยปีเผาผลาญจนน่าอันตราย ยามนิ้วมือของเขาสอดแทรกไปอย่างไม่มีพิธีรีตอง ร่างกายนั้นกระตุกเกร็งรับเป็นจังหวะ กลิ่นหอมอ่อนๆของผิวหนังอ่อนวัยเต็มไปด้วยชีวิต ดวงตาสีฟ้าปรือมองเหมือนร่างกายนั้นเหลือเพียงกายหยาบ จิตวิญญาณของชายคนนี้จากไปแล้วตลอดกาลทุกครั้งเมื่อถึงเวลาแบบนี้ แต่ชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้นก็ช่างน่า… เก็บรักษาไว้ เก็บไว้ในสถานที่นี้ ในโลกเล็กๆของเขา

 

 

 

 

ศีรษะของคนหนุ่มสั่นคลอนไปตามท่วงทำนองของการร่วมเพศ หอบหายใจหนักหน่วง สีแดงจางปรากฏขึ้นตามเนื้อหนัง ฟันขาวสะอาดกัดริมฝีปากเล็กๆนั้นไว้อย่างสะกดกลั้นสิ่งที่ตนแสดงออกมาอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

 

“ผมอยากรักษาคุณ…” ผู้รุกรานกระซิบกระซาบผ่านใบหูของผู้แพ้

 

 

 

 

 

 

ล็อกฮาร์ทกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาเมื่ออีกฝ่ายกระแทกลงไปย้ำๆ

 

 

 

 

 

 

 

เสียงแผ่วเบาพูดออกมา

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไปตายซะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN