(fanfiction, kylux) : purpose

title : purpose

fandom : star wars

rating – NC

relationship : kylo ren & armitage hux

note : for strawberry cheese cake and sinny sis

 

 

#wtf

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความซาบซ่านไหลกำซาบไปทั่วทั้งร่าง นิ้วเท้าจิกเกร็ง ริมฝีปากอ้าออกเพื่อหายใจเอาอากาศเข้าปอด ก่อนที่ลิ้นร้อนชื้นแสนเอาแต่ใจจะเข้ามาในโพรงปาก ตักตวง ชิมรสด้วยอาการรีบร้อนเหมือนเด็กเอาแต่ใจ แต่อย่างที่ว่า ไม่มีใครปฏิเสธไคโล เร็น เหตุผลเพราะไม่มีใครสามารถทำเช่นนั้นและรอดกลับมาได้ ความสุขสมระบายขึ้นบนใบหน้าตกกระ ปราศจากการโป้ปดใดๆเจือปน เร็นรู้เสมอว่าเขาต้องการอะไร พอๆกับที่ไม่เคยรู้เช่นกันว่าตนนั้นต้องการอะไร

 

“ดะ-เดี๋ยว”

 

ก่อนที่บทที่สองของกิจกรรมบทเตียงจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ฮักซ์ตัดสินใจใช้ช่วงเวลามึนเบลอแบบนี้หลุดถามคำถามคนด้านบน

 

“นายเป็นอะไรไป?”

 

คิ้วเข้มขมวดสงสัย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอก

 

“หมายถึงอะไรน่ะ? นายไม่อยากทำต่อเหรอ?”

 

“ไม่…” ฮักซ์เม้มริมฝีปาก ก่อนพูดออกมา “นายแปลกไป ตั้งแต่ตอนนั้น”

 

เป็นความจริงที่พวกเขาทั้งสองต่างรู้ดี ตั้งแต่เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กสาวคนนั้นกับเร็น ทุกอย่างเปลี่ยนไป เร็นเยือกเย็นมากขึ้น อย่างน้อยก็ในสายตาของเขา ความเป็นเด็กไม่รู้ประสาและเอาแต่ใจเริ่มจางหายไป จูบอิดๆออดๆรุนแรงมากขึ้น บดขยี้มากขึ้น เสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาเป็นชื่อของเธอมากขึ้น มันทำให้เขาเหมือนกำลังมีอะไรกับคนอื่น-ที่ไม่ใช่เร็นคนเดิม

 

“ฉันเปล่า”

 

“นายดูห่างไกล” ฮักซ์พูดเสียงแผ่ว “เหมือนฉันไม่รู้จักนาย”

 

“พูดอะไรแบบนั้น ฉันยังอยู่ในตัวนายอยู่เลยนะ”

 

มุขตลกจืดๆนั่นก็เหมือนกัน เร็นเปลี่ยนไปจริงๆ พวกเขาทำงานแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย เป้าหมายเริ่มกลายเป็นกิจวัตรที่พยายามทำให้จบๆไปในแต่ละวัน พวกเขาสูญเสียเป้าหมายแน่วแน่ที่แท้จริง เพราะท่านผู้นำสูงสุดของพวกเขาไม่ได้เชื่อในเป้าหมายนั้นอีกต่อไป ไม่เชื่อนับตั้งแต่ที่เธอเดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในฉาก

 

บางครั้งเขานึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ตอนที่เร็นยื่นมือออกไปเพียงเพื่อที่จะได้รับคำตอบซึ่งคือคำปฏิเสธ ผู้ที่ปฏิเสธเร็นคนแรกและรอดไปได้ ส่วนเขาเป็นแค่ซากที่เหลือ รอรับและทวนคำสั่ง ถูกเหวี่ยง ถูกบีบ ถูกกันออกจากขั้วอำนาจของตนเอง ถูกบ่มเพาะความเกลียดชัง และความสมเพชเวทนาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็น ความรัก

 

 

 

 

 

 

“…นายทำต่อเถอะ”

 

 

 

 

 

ผิวเนื้อกระทบกัน-เสียดสีกันอีกครั้งและอีกครั้ง ฮักซ์ปล่อยให้น้ำตาไหล ดื่มด่ำความรู้สึกซับซ้อนที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ฟังเสียงนั้นเรียกชื่อของเขา “อาร์มิเทจ” ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีเป้าหมายใดๆ

 

 

ถึงจะเป็นแบบนั้น จูบนั้นก็ยังหวานจนหัวใจสั่น เขาเผลอหลุดคำว่า “ฉันรัก…” ออกมาทั้งที่ใจเกลียดแสนเกลียดเด็กหนุ่มผู้ชอบสวมหน้ากากคนนี้ เกลียดชังความโลเล ริษยาในพลังอำนาจ และตระหนักว่าตัวเขานั้นไม่มีทางชนะได้เลย

 

 

 

 

เพราะเขาแพ้ไอ้งั่งนี่ เขาแพ้ แพ้แล้วแพ้อีกทุกคืน

 

และในตอนที่เร็นหลับ เขาได้แต่หลับตาลงและเริ่มฝันถึงอนาคตที่ไม่มีตัวเขาหรือไคโล เร็นอีกต่อไป

 

 

 

 

 

FIN

Advertisements

(fanfiction, BB-8 & BB-9E) : conversation

title : conversation

fandom : star wars : the last jedi (2017)

relationship : BB-8 & BB-9E

note : i bet i can change your mind

 

 

#radio

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงโลหะครูดลากตามพื้นคอนกรีตเข้ามาใกล้ ความเจ็บปวดแปลบข้างขมับเตือนให้เขารู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และในสถานการณ์แบบนี้เขาควรพยายามนึกหาวิธีเอาตัวรอด แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรถ้าหากเขาจะหนีออกไปจากที่นี่ เชือกที่มัดอยู่ทั้งเก่าและเปื่อยยุ่ย อุปกรณ์ทำสวนเก่าๆวางระเกะระกะรอให้ใช้ต่างอาวุธ มันง่ายเหลือเกินที่จะหนีออกไปจากที่นี่ เหมือนกับคนที่จับตัวเขามาอยากให้เขาหนีออกไปง่ายๆ

เงาของบุคคลอีกคนในห้องทาบทับลงมา บดบังแสงไฟจากหลอดไฟหลอดเล็กๆหลอดเดียวในโรงนา คนแปลกหน้านั่งลงบนเก้าอี้เหล็กสนิมเกาะที่เจ้าตัวอุตส่าห์ลากมาจากมุมห้อง

 

ฉันมีเวลาไม่มากนัก…” นิ้วมือเรียวปัดเส้นผมสีส้มที่ตกลงมาปรกใบหน้าโดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้น่ะนะ

 

เขาปล่อยให้ดวงตาสีน้ำตาลนั้นมองมา สำรวจสภาพของเขาได้ตามใจชอบ

 

จะไม่พูดอะไรหน่อยรึไง?” เด็กหนุ่มผู้มีผมสีส้มขึ้นเสียงฉันพูดกับนายอยู่นะ!”

 

จำเป็นด้วยหรือ?” เชลยยิ้มมุมปาก ขบขันในใจกับท่าทางคาดคั้นและสีหน้ากระวนกระวายแบบนั้นจะให้ผมแนะนำมั้ย? ถ้าคุณจะล้วงตับศัตรู แบบนี้น่ะ-” ส่ายหน้าอย่างระอาใช้ไม่ได้หรอก

 

ฉันไม่ได้จะมาล้วงตับอะไรนายสองมือตีวนในอากาศ ก่อนวางลงบนหัวเข่าทั้งสองข้างฉันแค่มาทำอะไรให้มันจบๆ เลอา…”

 

ริมฝีปากช่างจ้อนั้นปิดสนิททันทีเมื่อนึกได้ว่ากำลังจะกล่าวถึงใคร และเขาอยากรู้ประโยคที่หายไปหลังจากชื่อนั้น

 

นายพลเลอามีอะไรจะบอกถึงผมงั้นเหรอ?”

 

ไม่ๆๆฉันไม่ควรพูดเรื่องนี้

 

บอกมาเถอะ คุณรู้ใช่มั้ยว่าความลับมีราคาสูงเพียงใด ถ้าหากฝ่ายปฐมภาคี…”

 

นี่แหละคือปัญหา” BB-8 โน้มใบหน้าเข้าใกล้อีกฝ่ายปัญหาของนายคือทุกอย่างขึ้นกับปฐมภาคี ทุกอย่างคือความลับ และอะไรนะที่นายเรียกว่า…” นิ้วชี้เดาะกับปลายจมูกที่เต็มไปด้วยกระล้วงตับ ใช่! อะไรๆก็เป็นการล้วงตับ การจารกรรม นายช่วย หยุด.คิด.เรื่อง.พวก.นี้. ซักวันเดียวก็ไม่ได้รึไง?”

 

ผมเข้าใจว่าคุณคงอยากให้ผมเปลี่ยนฝั่งใบหน้าซีดเชิดสูงอย่างรู้ทันคงยากนะครับ อีกอย่าง เราก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก พวกคุณพยายามทำลายพวกเราตลอด พอๆกับที่เราพยายามทำลายพวกสวะกบฏอย่างพวกคุณ

 

ผมสีส้มกระเซิงก้มลงมองพื้นอย่างหมดท่า จบแล้วสินะสำหรับการสอบสวน จากนี้เขาจะกระตุกเชือก ซัดให้เด็กหนุ่มคนนี้กระเด็นไปอีกทางและชิงทุกอย่างมา หนีออกไปจากที่นี่อย่างคนที่มีโอกาสได้รับตำแหน่งสูงขึ้น

 

นายคิดงั้นเหรอ?” BB-8 พูดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีน้ำเสียงร่าเริงอีกต่อไป

 

ใช่ ผมคิดแบบนั้น

 

งั้นนายก็คิดผิด

 

นั่นมันก็แล้วแต่คุณจะคิด

 

นายผิด และนายรู้ว่านายคิดผิดผิวบ่มแดดนั้นเริ่มขึ้นสีด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวรู้มั้ยเลอาบอกฉันว่าอะไร?” ดวงตาสีฟ้าหม่นเบิกกว้างด้วยความดีใจที่ความลับกำลังจะหลุดออกมาไม่ต้องมองฉันแบบนั้น มันไม่มีค่าจะให้นายเอาไปฟ้องท่านผู้นำของนายหรอก” BB-8 สูดหายใจก่อนพูดต่อเลอาบอกฉันว่า นายกับฉันมันเหมือนกันมากและนายไม่รู้ตัว เธอบอกว่ามันเหมือนระบบปฏิบัติการของเราสองคนเป็นระบบเดียวกัน แต่เราแค่ต่างกันตรงจุดประสงค์ และนายพูดถูก-”

 

ฉันมาที่นี่เพราะอยากให้นายเปลี่ยนฝั่ง และเพราะฉันคิดว่าฉันทำได้ ฉันถึง…”

 

ขอท่านนายพลมาทำหน้าที่นี้ ว่ากันตามจริงนะครับ คุณนี่โดนจูงจมูกง่ายเป็นบ้า

 

นายก็เหมือนกันนั่นแหละ! ใครกันล่ะที่เดินตามตูดนายพลฮักซ์ต้อยๆ

 

คุณก็ตัวติดอยู่กับนักบินคนนั้นตลอด เนื้อตัวมอมแมมไม่ต่างจากถังขยะ อ๋อตอนนั้นคุณรับบทเป็นถังขยะด้วยสินะ เอากล่องมาสวมหัวแบบนั้น นึกว่าผมตามพวกคุณไม่ทันรึไงครับ?”

 

นายไม่น่าปากมากแบบนั้น!”

 

ผมปล่อยให้พวกคุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอก

 

 

 

 

 

 

แต่ฉันปล่อยให้นายหนีไปได้เด็กหนุ่มยิ้มกระหยิ่มกับสีหน้าอึ้งๆของเชลยนายอาจจะคิดว่าฉันเป็นไอ้งั่ง ฉันตั้งใจมัดนายไว้ด้วยเชือกแบบนั้น แค่กระตุกเบาๆมันก็ขาดแล้ว น่าแปลกนะที่นายยังทำทีเป็นโดนมัดอยู่ได้นานขนาดนั้น

 

คิ้วสีเข้มขมวด ก่อนกระตุกเชือกให้หลุดออก และเริ่มต้นกอดอกอย่างไว้เชิงคำถามคือ คุณทำแบบนี้ทำไม?”

 

คำถามคือ…” มือเรียวนั้นตีวนในอากาศอีกครั้งช่างเถอะ รู้มั้ย? ใครๆก็บอกว่านายคือรุ่นที่ฉลาดที่สุด แต่ฉันว่าพวกเขาคิดผิดถนัด นายฉลาดแต่ไม่เฉลียวใจเลยซักนิด

 

ถ้าคุณจะตำหนิผมล่ะก็ ผมขอบอกว่า…”

 

ใจเย็นๆคุณชาย ให้ฉันอธิบายให้จบก่อน เรายิ่งมีเวลาน้อยอยู่” BB-8 ยิ้มแยกเขี้ยวฉันให้เวลานายร่วมชั่วโมงในการหนี รู้มั้ยว่าชั่วโมงนึงเนี้ยทำอะไรได้เยอะมากนะ ฉันนึกว่าพอฉันกลับมานายคงหนีไปพร้อมกับแผนลวงของพวกเราแล้ว และรู้อะไรมั้ย?” เขาสารภาพว่าเขาเริ่มรับรู้ถึงความน่ากลัวที่ไม่ปรากฏตามไรผมสีส้มสดหรือใบหน้าซื่อๆตกกระของคนตรงหน้านายไม่หนีไป ทั้งที่มันง่ายออกจะปานนั้น และงานของฉันก็สำเร็จ

 

เขามองรอยยิ้มกว้างนั้น รู้สึกสับสนสำเร็จอะไร ผมยังไม่ได้เปลี่ยนฝั่ง ผมยังหนีไปได้-”

 

ทำไมไม่หนีไปตั้งแต่ชั่วโมงก่อนล่ะ? นายรออะไร? รอให้พวกเขามาช่วยนายรึไง?”

 

ผมไม่-”

 

นายรอและรอให้พวกเขามา นายลังเลว่านายควรหนีไปมั้ย เพราะลึกๆในใจนายหลังจากที่รอพวกเขาร่วมชั่วโมง นายรู้ว่าพวกเขาจะไม่กลับมา นายรู้ว่าพวกเขาทิ้งนายไว้ที่นี่ และนั่นทำให้นายลังเล

 

ผมไม่เคยลังเล!”

 

งั้นก็มาทำเรื่องนี้ให้จบๆเสียสิ” BB-8 จุดบุหรี่ ควันสีขาวลอยขึ้นเป็นสายใช้ของในห้องให้เป็นประโยชน์ ฉันบอกแล้วนะว่าเวลามีไม่มาก เพราะงั้นรีบๆซะ

 

ผม…”

 

อะไรล่ะ?”

 

 

 

 

 

 

เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาเงียบอีกครั้ง เงียบจนได้ยินเสียงจอแจจากด้านนอกดังเข้ามาไม่ต่างจากคลื่นวิทยุจากพื้นที่ห่างไกลที่จับใจความไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

ผมไม่รู้

 

หืม?”

 

ผมบอกว่าผมไม่รู้” BB-9E หรือเด็กหนุ่มผู้มีผมสีดำกับใบหน้าซีดๆกล่าวขึ้นผมไม่รู้จะทำยังไง

 

บุหรี่ขยี้ลงบนพื้นคอนกรีต เสียงโลหะครูดกับพื้นอีกครั้ง BB-8 ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รู้มั้ยว่าวันนี้พวกเขาจะเสิร์ฟอะไร? มีทั้งพายเนื้อ บลูมิลค์ พอร์คย่างร้อนๆ และเหล้าไม่อั้น! พระเจ้า! ฉันพนันได้ว่านายไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิตแน่

 

 

BB-8 พยุงเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาให้ลุกขึ้น ผ้าคลุมสีเข้มร่วงหล่นบนพื้นและไม่มีมือสีซีดจะเก็บมันขึ้นจากพื้นสกปรกนั้น มันจะถูกทิ้งไว้แบบนั้น ถูกลืมไปแบบนั้นและเป็นอดีตเปื้อนฝุ่นไปแบบนั้น

 

 

พวกคุณเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสอะไร?”

 

 

 

 

 

 

 

มีเสียงหัวเราะเบาๆจากคนข้างๆ ประตูโรงนาเปิดออก เสียงรื่นเริงไหลบ่าเข้ามา ทันใดนั้นคลื่นวิทยุก็ถูกปรับจนเขาสามารถจับใจความได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันปีใหม่ไงล่ะ นี่พวกนายรบกันจนลืมเวลาเลยเหรอเนี้ย!?

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, victor & barry) : an accident

title : an accident

fandom : justice league (2017)

relationship : victor stone & barry allen

note : someone please take me out to the graveyard

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้ว…คุณทำอะไรตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา?

 

 

 

 

คนถูกถามประมวลคำพูด เตรียมพร้อมจะตอบ แต่ดันถูกแทรกด้วยเสียงรัวเร็ว

 

“เล่นวิดีโอเกมใช่มั้ย? ไม่ๆๆ” แบร์รี่ อัลเลน หรือเดอะแฟลชยกมือขึ้นหยุดคำตอบที่กำลังจะออกมาจากปากของคนฟัง “ขอเดาอีกที ท่องอินเตอร์เน็ตทั้งวัน ผมเดาถูกมั้ย?”

 

คราวนี้ จากประสบการณ์เมื่อสิบ-หรือถ้าจะให้แน่นอน-สิบแปดวินาทีก่อน วิคเตอร์เลือกที่จะไม่ด่วนตัดสินใจตอบ เว้นช่วงเวลาเพื่อฟังคำถามถัดไป แต่ดูเหมือนแบร์รี่จะหมดคำถามซะแล้ว สังเกตได้ไม่ยากจากดวงตาที่ไม่กระพริบ คางเกยอยู่บนหลังมือที่กำลังจับด้ามจอบ จอบที่กำลังปักลงบนกองดินของใครบางคน

 

“ผมชอบเรียกมันว่าการศึกษาค้นคว้ามากกว่า” วิคเตอร์ขุดลงลึกมากขึ้น กองดินร่วนสีน้ำตาลเข้มเริ่มเผยตัวขึ้นมาบนต้นหญ้า “มันทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง”

 

“อ้อ” แบร์รี่กลับมาทำหน้าที่เดิมแทนการเริ่มบทสนทนา หญ้าสีเขียวเริ่มหายออกไปแทนที่ด้วยหน้าดิน “แล้ว…”

 

 

 

 

 

ช้าเกินไปสำหรับการต่อบทสนทนาของเดอะแฟลช วิคเตอร์คำนวณตัวเลข ความน่าจะเป็นเริ่มลดลงทุกทีๆที่ตัวเลขวินาทีเพิ่มขึ้น เพราะอย่างนั้นจึงแปลได้อย่างเดียวว่า

 

“ช่างเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”

 

และเขาสงสัย มันทำให้รู้สึกคันยิกๆถ้าหากเขายังมีเส้นประสาทความรู้สึกครบถ้วน มันเหมือนทุกอย่างสะดุด เขาอยากรู้ว่าคำถามที่ไม่ได้ถามนั้นคืออะไร

 

 

 

 

 

 

“บอกมาเถอะน่า แบร์การเลือกใช้สรรพนามที่ไม่ห่างเหินจนเกินไปนักจะทำให้ผู้คนสนิทสนมกันได้ง่ายมากขึ้น เช่น เริ่มต้นด้วยการเรียกชื่อเล่นของอีกฝ่าย วิกิฮาว หัวข้อ การปฏิสัมพันธ์

“เฮ้! ผมไม่ใช่หมีนะ”

“แต่…” มุขตลกจะช่วยให้ผู้คนชื่นชอบในตัวคุณ “คุณเหมือนหมี คุณมีถ้ำส่วนตัวที่เต็มไปด้วยทีวี แบร์รี่ หมีจำศีล

“นี่คุณสอดแนมผมเหรอ!?”

“ผมเห็นคุณ” จงใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ “คุณชอบสาวๆชาวเอเชียพวกนั้น พวกเธอน่ารักดี”

“คุณอยู่ทุกที่ในอินเตอร์เน็ตเลยรึไง?”

“คุณชอบสั่งพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยนแต่ไม่ชอบสับปะรด คุณสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซด์ทอยอาร์อัส คุณชอบสาวๆจากประเทศเกาหลีใต้ คุณเข้าห้องแชทโดยใช้ชื่อนิรนามสองสามวันครั้ง คุณลบผลการค้นหาทันทีหลังจากเข้าเว็บโป๊ คุณเข้าวิกิฮาวเพื่อค้นหาการตัดเย็บเสื้อผ้า คุณมีโฟลเดอร์ที่ชื่อไฟล์ลับ คุณรวบรวมข่าว คุณคำนวณแคลอรี่ของอาหารที่กินไปในแต่ละวัน คุณเลือกสีแดงเป็นสีโปรดทุกครั้ง ทีนี้…”

 

 

“…ผมน่าไว้ใจพอที่คุณจะถามคำถามนั้นรึยัง?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบร์รี่ อัลเลนไม่เคยรู้สึกเวลาเชื่องช้าเท่านี้มาก่อนในชีวิต

 

 

 

“คือ ผมจะถามว่า…”

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปดวินาที วิคเตอร์นับในใจ

 

 

 

 

 

 

“คุณมีเพื่อนบ้างมั้ย?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหมือนมีสัญญาณเตือนดังต่อเนื่องในหัวสมอง เหมือนมีคำถามที่น่าสงสัยกว่าว่าทำไมแบร์รี่ถึงไม่นึกกลัวในความจริงที่ว่าเขานั้นติดตามทุกเรื่องของตัวเอง มันมีคำถาม มีคำตอบ มีอะไรบางอย่างที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนในตัวพวกเขาสองคน และหัวข้อการปฏิสัมพันธ์ในวิกิฮาวนั้นไม่สามารถช่วยเขาได้ในตอนนี้

 

 

 

“ผมคิดมาตลอดว่าเราคงจะเป็นเพื่อนกันได้” แบร์รี่ยิ้มจางๆ ถือเอาความเงียบเป็นคำตอบ “พวกเราไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนี้ เราต่างเป็น-”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โอบเอวของเธอไว้ โน้มใบหน้าเข้า จับจ้องไปที่ดวงตาของเธอ อย่ายื่นหน้าของคุณเข้าไปใกล้มากนัก เว้นระยะห่างให้เธอตัดสินใจ-ให้เธอตัดสินใจตอบรับคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบร์รี่มองใบหน้าและดวงไฟสีแดงและฟ้าที่เขยิบเข้ามาใกล้ มืออุ่นและเหล็กกล้าโอบเอวของตนไว้ ใจนึกอยากทำให้เวลายืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

แน่นอนว่าแบร์รี่ตอบรับคำเชิญ และวิคเตอร์ไม่เคยรู้สึกดีใจที่ริมฝีปากยังเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเขาเท่านี้มาก่อน

แต่สุดท้ายมันก็จบลง และวิกิฮาวไม่ได้บอกว่าผลข้างเคียงของการกระทำแบบนี้จะเป็นอย่างไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อุบัติเหตุ” แบร์รี่กลืนน้ำลาย ผิวแก้มซีดๆขึ้นสี ทำให้เขานึกถึงไฟล์ไดอารี่ที่เขาไม่กล้าเปิดอ่าน

 

 

 

 

22 กันยายน 2017

เธอจะจูบผม แต่ผมไม่กล้า ผมไม่เ ค ย

 

 

 

 

 

 

 

เขาไม่เคยเปิดไฟล์นั้นอ่าน แต่อดไม่ได้ที่จะเห็นสิ่งที่แบร์รี่พิมพ์

 

 

 

 

 

 

“มะ-มันเป็นอุบัติเหตุ”

“ถ้าคุณอยากให้ผมจำว่าแบบนั้น”

 

 

 

แบร์รี่กระทุ้งจอบลงไป เสียงกระทบกับกล่องไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของสุสาน ดวงตากลมโตหันมามองด้วยความตื่นเต้น “เจอเขาแล้ว!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิคเตอร์มองสีหน้าตื่นเต้นนั้น ก่อนที่จะ

คำค้นหา : วิกิฮาว หัวข้อ วิธีการสานสัมพันธ์รัก

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, Valkyrie) : drunk

title : drunk

fandom : thor : ragnarok (2017)

relationship : valkyrie & valkyrie sister

note : if someone drunk thinks about you, that’s called love.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใยเจ้าถึงได้มาเมามายอยู่ท่ามกลางกองขยะเล่า?

หรือเจ้าหลงลืมอดีตอันน่าเศร้าของเจ้าเสียแล้ว?

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้าสดับฟังคำพูดของเทพแห่งการโป้ปด นึกพิศวงใจยิ่งนักที่ทุกคำเหล่านั้นหาใช่คำลวง จริงอยู่ว่าทุกคำล้วนเสียดแทงสมคำร่ำลือ แต่หากมันคือความจริง เจ้าคือวัลคีรี่ ใยเจ้ามาอยู่ที่นี่? ใบหน้างดงามเยี่ยงอิสตรีแสดงความฉงน และข้าพูดไม่ออก ทั้งมันก็มิใช่ธุระอันใดที่จะขยายความจริงให้แก่เทพแห่งความลวง

 

 

ข้าไม่อาจนึกถึงนางได้ในเวลานี้

 

 

ความทรงจำแสนเลวร้ายฝังอยู่เบื้องหลังดวงตาของเจ้า ดวงตาสีมรกตเหลือบมอง ดวงหน้างามยิ่งกว่าสตรีใด จนตัวข้าอดเคลือบแคลงใจมิได้ว่า ความงามและสุรเสียงหวานปานน้ำผึ้งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เทพเจ้าแห่งสายฟ้าต้องคอยตามหาอนุชาผู้มิได้ร่วมสายเลือดเดียวกันตนนี้ มันอาจมิใช่ความแค้นอันมอดไหม้ แต่เป็นความงามดุจไฟเผาไหม้จิตใจผู้เป็นพี่

 

 

 

“ข้าไม่อยากยุ่งกับเรื่องของครอบครัวท่าน…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉับพลัน ราวกับสายลมกระโชก ข้ากระพริบตาต้านลมแรง เพื่อมองเห็นอดีต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“-ข้าสาบาน จะร่วมรบ-”

 

 

ความภาคภูมิใจแผ่ซ่านไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ทุกอณูในตัวข้าแย้มยิ้ม โอบรับความปรีดา ข้าคือวัลคีรี่ ข้ายึดมั่นถือมั่นในบังลังค์ ข้าเชื่อในวัลฮัลลา ข้ากล้าแกร่ง ข้ายิ้มกว้าง แสงแดดสีทองทอประกายอาบข้า ข้าคือวัลคีรี่

 

 

“-เฉกเช่นเครือญาติ พวกเราร่วมศึก-”

 

 

ข้ารักแสงสีทอง มันสวยงาม มัน…

 

 

“-ดุจพี่น้อง เรา-”

 

 

 

ข้าอ้าปาก คำสาบานดังออกจากปากข้า แต่ข้ามองเห็นเพียงสีทองของทองคำ ทอประกายเจิดจ้า ระยิบระยับดุจเครื่องดื่มในถ้วยเงิน และสีฟ้า สีของนภาที่ข้าไม่เคยนึกหลงใหล ตอนนี้ข้าแทบอยากบอกว่า ข้ารักมัน

นางยืนอยู่ตรงหน้าข้า ยิ้มกว้างเหมือนข้า เราต่างสวมใส่เครื่องแบบเดียวกัน แต่นางช่างงดงามเหมือนเพชรต้องแสงสุริยัน นางคือน้องสาวร่วมสาบานของข้า เส้นผมสีทองสลวยของนางขยับตามสายลม ริมฝีปากนางกล่าวคำสาบานพร้อมๆกับข้า นางกำลังมองมา และข้าได้แต่คิดว่า ข้าช่างโชคดียิ่งกว่าใคร

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้ารักนาง และนางรู้ ตั้งแต่วินาทีนั้น เราร่วมศึกสงคราม ร่วมโต๊ะอาหาร แต่มิเคยร่วมรัก

ข้าไม่เคยบอกรักนาง แต่ข้ารู้ว่านางรู้ว่าข้ารักนางยิ่งกว่าอะไร ข้ารู้และนางรู้ ข้ารักนาง และนางก็รักข้า

 

 

 

 

 

 

 

 

สายลมหอบข้าพัดผ่านไป เม็ดทรายสีทองแห่งความทรงจำไหลผ่านง่ามนิ้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ณ จุดใดจุดหนึ่ง ข้ามองเห็นนางตรงหน้า รอยยิ้มกว้างเหมือนเด็กเล็กๆ นางดูใสชื่อบริสุทธิ์ ผมสีทองของนางรวบหลวมๆอย่างที่ข้าชอบ นางยิ้ม หยิบองุ่นเข้าปากโดยไม่สนมารยาทใดๆ สวมเสื้อผ้าเผยผิวขาวนวลเนียน นางรู้เสมอว่าข้าชอบนางในแบบใด และนางกำลังพยายามทำให้ข้าพอใจ

 

“ข้าชอบองุ่น…และท่านชอบไวน์องุ่น” นางพูดเพียงเพราะมิต้องการให้ความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของเรา “ดูสิ เราเหมือนกันมากเพียงใด”

 

ข้าหัวเราะกับคำพูดของนาง

 

“เจ้าเหมือนข้า เหมือนดั่งกลางวันและกลางคืน”

 

นางเลิกคิ้ว ก่อนงับองุ่นจากพวง

 

“งั้นข้าขอเป็นกลางคืนดีกว่า…” น้ำสีม่วงจางๆจากองุ่นไหลลงตามลำคอของนาง “ข้าชอบแสงจันทร์”

 

“จริงหรือ?”

“จริงสิ”

 

 

 

นางยอมให้ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ จากนั้น

 

 

 

 

 

 

 

“ทำไมท่านถึงชอบดื่มสุรา?”

 

“หืม?”

 

นางบิดองค์เอวขับไล่ความเมื่อย ตวัดสายตากลับมา รอคำตอบ

 

“ข้า…”

 

ข้ารู้ว่านางชอบตั้งคำถามและตอบคำถาม แต่กับการดื่มนั้น ข้าจนใจจะหาคำตอบให้นางเสียจริง

 

“ข้า…ข้าชอบดื่ม เพราะข้าชอบเมามาย”

 

 

 

 

 

 

 

 

“มีเพียงสุราเมรัยเท่านั้นหรือที่ทำให้ท่านเมามายได้?”

 

 

 

 

 

 

 

ข้ากำลังนึกหาคำตอบให้กับคนรักช่างถามของข้า แต่ว่า…นางมิได้ต้องการคำตอบสำหรับคำถามนี้

 

 

 

มันคือรสชาติที่ทำให้ข้าเมามายที่สุดในชีวิต รสชาติขององุ่นและรสชาติริมฝีปากของนาง มันหวาน มันทำให้ข้ารู้สึกถึงบางสิ่งแตกซ่านอยู่ภายใน ข้าสัมผัสนาง ฟังเสียงของนาง เราร่วมรักกันในคืนนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เราคือหนึ่งเดียว มิอาจแยกจาก เราร่วมศึกสงคราม ร่วมโต๊ะอาหาร ร่วมรัก แต่สุดท้าย ในท้ายที่สุด เรายังมิได้ทำเพียงสิ่งเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้ามองร่างของนาง ดวงเนตรสีนภานั้นปิดลงตลอดกาล เรือนผมสีทองของนางเปรอะเปื้อนสีโลหิต

 

 

 

 

ข้ายังไม่เคยบอกรักนาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าเมามายเพื่อให้ลืมอดีต ความจริงย้อนกลับมาพร้อมกับดวงตาสีมรกต ข้ากำลังมองเทพแห่งการโป้ปดหลั่งน้ำตา เจ้าดื่มเพื่อลืมเลือน

 

 

 

 

 

โลกิ ท่านช่างโง่เขลา ข้าหาได้เมามายเพื่อลืมเลือน แต่เพื่อจดจำ

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, IT) : writer

title : writer

fandom : IT, 2017

rating – R

relationship : pennywise & bill denbrough, richie tozier & bill denbrough (implies)

note : playing with the devil is the most dangerous game

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มหนึ่งสภาพไม่เก่าไม่ใหม่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาตัวงาม ตัวอักษรชื่อเรื่องเลือนลางลงไปบ้าง หากแต่ชื่อของนักเขียนยังคงเด่นชัดยิ่งกว่าชื่อของเรื่องราวนั้นเสียอีก และนั่นทำให้เขาคิดว่า อะไรกันแน่ที่โดดเด่นในผลงานของเขา เรื่องราวบนหน้ากระดาษพวกนั้น หรือว่า ชื่อของเขาเอง แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงชื่อของเขา ทุกคนย่อม อ๋อ พ่อหนุ่มคนนั้นสินะ เขียนดีมาก ภาษาชวนสะพรึง เขาจำได้ถึงเสียงแหลมๆยานคางของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในงานเลี้ยงเปิดตัวหนังสือ แขกเหรื่อที่มายังงานเลี้ยงโดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ ไม่รู้จักหนังสือเล่มนั้น แต่พอชื่อของเขาถูกกล่าวขึ้นเท่านั้นแหละ อะไรๆก็เปลี่ยนไป

อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไป บิลลูบตัวอักษรเลือนลางบนหน้าปก และในโลกของวรรณกรรมกับเจ้าของผลงานที่ยังมีชีวิตอยู่ การรังสรรค์เรื่องราวใหม่ๆออกมาย่อมเป็นเรื่องจำเป็น หากไม่แล้ว อีกไม่นาน ชื่อของเขาเองบนหน้าปกย่อมเลือนลางตามชื่อผลงานไปด้วยเป็นแน่แท้

 

 

 

 

ชายหนุ่มนั่งลงตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้ากระดาษจำลองว่างเปล่า แต่ในความคิดของเขา ทุกอย่างหมุนวนรวมกัน ไม่ต่างจากอาหารหลังวันขอบคุณพระเจ้ากองสุมส่งกลิ่นเหม็นในถังขยะ เขาไม่ชอบความคิดที่โผล่ขึ้นมานี้เลยสักนิด เพราะขยะในมโนคตินี้อาจเป็นอนาคตของผลงานชิ้นถัดไปของเขา และในความมั่นใจที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาเองเพราะความโด่งดังบนความไม่แน่นอนนี้ เขาเริ่มไม่มั่นใจอีกต่อไป

 

 

ตัวอักษร-คำว่า บ ท ที่ ห นึ่ ง ถูกพิมพ์ลงไปบนความไม่มั่นใจลำดับที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของนักเขียน แป้นพิมพ์สะอาด เงางามอยู่เสมอเพราะผู้เป็นเจ้าของดูแลมันอย่างดี และจู่ๆ ระหว่างที่นิ้วมือพรมลงบนตัวอักษรพวกนั้นแต่ไม่ได้กดลงไปจริงๆ อะไรบางอย่างกลับทำให้เจ้าของปลายนิ้วพิมพ์เพิ่มลงไป

ประโยคแรกของบทที่หนึ่ง มันหวนกลับมาเสมอ

 

 

มันหวนกลับมาเสมอ บิลมองประโยคนั้นตาไม่กระพริบ ไม่ต้องสงสัยแต่อย่างใดว่า เขาไม่ได้เป็นคนตั้งใจพิมพ์มันลงไป และตอนนี้ ในหน้ากระดาษจำลองนี้ เขาอาจกำลังเผชิญกับมัน

ชายหนุ่มถอยห่างจากหน้าจอ ประเมินสถานการณ์ มองสัญลักษณ์ตำแหน่งการพิมพ์กระพริบรอ เหมือนกับตู้เกม รอคอยผู้เล่นให้ตัดสินใจว่า จะเริ่มต้นเล่นเกมนี้หรือไม่?

 

 

นิ้วมือสั่นๆแตะลงบนตัวอักษร และเริ่มต้นพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องราวผ่านมาเนิ่นนาน แต่กระนั้นกลิ่นหญ้าแห้งๆในหน้าร้อนยังคงสดใหม่ เวลาเชื่องช้าและร่าเริงไหลผ่านนิ้วมือเหมือนเม็ดทรายและสายน้ำ ก่อนที่จะจบลงตรงท่อระบาย-

บิล…ลี่

 

 

 

 

 

 

มันหวนกลับมาเสมอ ยามหลับ ยามตื่น เขาไม่เคยหนีมันพ้น ไม่เคยชนะมันได้เลยสักครั้งเดียว

 

ดวงตาหลังกรอบแว่นกระพริบตาถี่ๆ ก่อนมองตัวอักษรปรากฏขึ้นบนจอภาพ

 

 

 

 

 

 

-ท่อระบาย เสียงลมร้องออกมาจากความมืดกลวงโบ๋นั้น คล้ายกับเสียงกรีดร้องของน้องชายของเขา เพื่อนๆมองเขาอย่างเวทนาเมื่อเขาร่ำร้องเรียกหาคนที่ตายไปแล้ว บิลลี่ริมฝีปากสั่น อาการติดอ่างนั้นไม่น่าดูชมนัก และสายตาที่เขาได้รับจากคนอื่นๆคือความเวทนาที่ฉายชัดอยู่บนแววตาหลากสีพวกนั้น เธอเดินเข้ามาใกล้ จูบลงบนขมับ พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้แววตาเวทนาพวกนั้นเปลี่ยนไป กลายเป็นอะไรบางอย่างที่เขานึกว่าจะพบแค่ในแววตาของพวกผู้ใหญ่ อะไรบางอย่างที่…

 

 

 

 

 

 

“คุณคะ…”

 

นักเขียนหลุดจากห้วงคำนึง หันไปตามต้นเสียง หญิงสาวผมสีเข้มส่งยิ้มให้

 

“ฉันจะไปข้างนอกนะคะ”

 

บิลพยักหน้าให้ ฝืนยิ้มตอบ มองชุดกระโปรงสีดำ กำมะหยี่-แน่นอนเธอชอบกำมะหยี่ มันเป็นชุดโปรดของเธอเวลาพวกเขาไปดินเนอร์หรือไปงานปาร์ตี้ที่เธอไม่ต้องฝืนใจไปกับเขามากนัก ชุดกำมะหยี่

 

 

 

และเธอก็หายออกจากบ้านไป พร้อมกับเสียงรถที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลืออะไรนอกจากเขาและเรื่องราวที่ยังเล่าไม่จบ

 

 

 

 

 

 

บิลถอดแว่นออก กดนวดระหว่างดวงตาด้วยความเหนื่อยล้า มองเกมเล็กๆในคืนนี้ที่หยุดเข้ากลางคัน บางทีเขาอาจไม่ควรเริ่มเรื่องนี้ และไม่ควรจบเรื่องนี้ลงด้วย แต่ว่า

 

นิ้วมือขาวซีดเริ่มพิมพ์ต่อ

 

 

 

 

 

 

 

อะไรบางอย่างที่ดำมืดและน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันก็ชวนให้สงสัยเจียนบ้า บิลลี่มองเบฟของเขา รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้าสะสวยนั้น ผมสีแดงเพลิงของเธอสะท้อนแสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามายังท่อระบายน้ำ กลิ่นหญ้าและกลิ่นสาบ กลิ่นน้ำหอมของเธอ และรสชาติของขี้ผึ้งในลิปสติกของเธอที่เข้ามาอยู่ในโพรงปากของเขา มือของเธอแตะลงบนลำคอของบิลลี่ จนชั่วขณะหนึ่ง ในดวงตาสีอ่อนใสนั้น เด็กชายกลัวว่าเธอจะฆ่าเขา กลัวว่ามันจะฆ่าเขา กลัวว่าฉันจะฆ่าแก

 

 

บิลลี่รัวนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์ หยาดเหงื่อไหลลงจากขมับ ดวงตาจับจ้องและรอคอยประโยคถัดไป

 

 

กลัวว่าทุกคนจะตาย แต่เธอแค่แตะลงบนลำคอ ลากไล้ไปเรื่อยๆ ความรู้สึกแปลกๆผ่านเข้ามาและไม่กลับออกไป คนอื่นๆจ้องมองพวกเขาสองคน และไม่ต้องบอกเขาก็รู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าเริ่มหลุดออก ให้เขาและคนอื่นๆเห็นชุดชั้นในที่เห็นไปแล้วก่อนหน้านี้ สายบราด้ายรุ่ยๆ ปานแดงบนเนินอก และเสียงร้องของเธอเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น พวกเขาได้เธอ ทุกๆคน และเธอเพียงแค่ยิ้มรับสายตาพวกนั้น ยิ้มรับและกรีดร้องอย่างมีความสุขเมื่อพวกเขาผลัดกันทำกับเธอทีละคน ทีละคน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีพวกเขาอาจจะตายไปแล้ว บิลลี่ตัวน้อยผู้อ่อนต่อโลกมองเซ็กส์หมู่เป็นเรื่องของความตาย กลัว และผิดหวัง และจดจำได้เพียงสีหน้าของเด็กชายอีกคน ริชชี่ ตอนที่เด็กคนนั้นปลดปล่อยและพูดคำหยาบออกมาเพียงเพื่อแสดงว่าตัวเองเหนือกว่าในเกมเล็กๆนี้ บิลลี่ตัวน้อยจ้องมองไอ้จ้อนของเพื่อนรัก ผิดหวังที่มันไม่ได้เข้ามาอยู่ในตัวของเขา และ

 

 

บิลน้ำตานองหน้า หยดน้ำตาไหลลงอาบแก้ม หยดลงบนแป้นพิมพ์

 

 

และในความวุ่นวาย โกลาหล และความริษยาอันแสนสับสนของเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาเลือกที่จะไม่จดจำ เมื่อเกมในท่อน้ำของเด็กหญิงเพียงคนเดียวกับเด็กชายจบลง พวกเขาหัวเราะ หัวเราะ และหัวเราะราวกับว่ามันเป็นเรื่องโจ๊กตามหน้านิตยสาร ไม่มีใครพูดถึงนาทีก่อน ไม่มีใครลืม อาจจะยกเว้นเด็กชายบิลลี่ ที่เลือกจะหลอกตัวเองว่าลืม ใช่มั้ย?

 

 

“ไม่…” นักเขียนพูดเสียงสั่น พยายามย้ำออกมาอีกคร้ัง “ไม่! ฉันไม่เคย-”

 

 

และเขาเลือกที่จะเป็นนักเขียน เขียนความฝันของตัวเองที่เขาเลือกที่จะเชื่อว่ามันเป็นแค่ความฝัน เขียนความกลัวของตัวเองที่เขาหลอกตัวเองทุกครั้งว่ามันไม่ใช่ความกลัว เขียนผลงานของตัวเองที่เขาหลงเชื่อว่ามันเป็นผลงานของตัวเอง นี่น่ะ เด็กเอ๋ย มันเป็นผลงานของฉัน และแกแค่ใส่ชื่อของแกลงบนต้นฉบับก็เท่านั้น

 

 

“ไม่!”

 

 

แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่เคยรักแกเลย แกรู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นแค่เครื่องประดับบนฉากบังหน้าของแก แกรู้ว่าเธอไปไหน และไปหาใคร แกรู้ และสิ่งที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง คือแกในห้องน้ำ ร้องครวญครางชื่อเพื่อนรักของแกที่จะโผล่มาในรายการโทรทัศน์ทุกคืนวันศุกร์ และหลังจากริชชี่สวัสดีและบอกลา แกจะเข้าไปในห้องน้ำ แกรู้นี่นาบิลลี่ แกรู้ทุกอย่าง

 

 

 

บิลยกนิ้วมือขึ้นจากแป้นพิมพ์ สะอึกสะอื้นออกมา

 

 

“ฉันไม่กลัวแก และแกมันไม่จริง”

 

นักเขียนกัดฟันพูดกับหน้าจออันว่างเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

 

ประโยคสุดท้ายและประโยคแรกปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

 

 

 

 

นี่ยังจริงไม่พออีกหรือ? บิลลี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, t’challa / zemo) : guilty pleasure

title : guilty pleasure

fandom : captain america 3 : civil war, 2016

rating – NC

relationship : t’challa / helmut zemo

note : sometimes imagination is important.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทกลอนท่องเบาๆในใจเฉกเช่นดั่งที่เคยเป็นมา น้ำเสียงในใจเปลี่ยนไปตามรูปประโยค-น้ำเสียงของตัวละครดังขึ้นในโทนแตกต่างกันไป และเมื่อดวงตากวาดไล่มาถึงระหว่างทางของเรื่องราว เขาพบว่า เขาเองก็มีเรื่องราวของตัวเองที่อยากเล่าออกมาให้ใครสักคนฟังเช่นเดียวกัน

ชายหนุ่มปิดหนังสือลง เพียงเพื่อมองไปยังหน้าต่างบานกว้าง หมู่ดาวแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มจนเกือบเป็นสีดำ และเมื่อคำว่าสีดำผ่านเข้ามา ความหมายของมันก็ค่อยๆดังขึ้นในใจของคนมอง สีดำ-ความเจ็บปวด สีดำ-ควันไฟ สีดำ—ความตาย

 

 

(คงจะมีเพียงความตายเท่านั้นที่จะพรากเขาไปจากที่แห่งนี้ ใช่หรือไม่?)

 

 

เฮลมุท ซีโม่หลับตาลง พยายามไล่ความคิดพวกนั้นออกไป เขาไม่อยากเป็นแบบนี้ ไม่อยากเป็นแบบนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ตลอดทั้งวัน หรือจะให้ระบุให้ชัดเจน สามวันเข้าไปแล้วที่เขาไม่พบกับอีกคนที่คอยฟังเรื่องราวของเขา และความเหงาหงอยก็เข้ากัดกินและโจมตีจนเขาเหนื่อยล้า แม้จะอ่านบทกวีไปมากแค่ไหน เฝ้ารอมากเพียงใด

 

 

(หรือบางที เขาอาจจะไม่กลับมา)

 

 

และมันจะไม่ใช่ความผิดของใครเลย นอกจากของเขาเอง ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเจอกันคือบนโต๊ะอาหารเช้า บนลำคอของอีกฝ่ายมีรอยกัด-จากฟันของเขา และที่ลำคอของเขามีรอยจูบ-จากอีกฝ่าย ช่วงเวลาในตอนนั้นหมดไปกับการพยายามจิบกาแฟให้มากที่สุด กลืนคำพูดและคำถามมากมายลงคอ คำถามจากการกระทำของพวกเขาในคืนก่อน

 

 

 

 

 

–เว้นช่วงหอบหายใจ ฟันของเขากัดลงบนลำคอสีเข้ม กักเก็บเสียงร้องของตัวเอง มือขยับเป็นจังหวะ…

 

 

 

 

 

มันก็แค่การช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยที่พวกเขาต่างก็เต็มใจ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดี และตอนนี้เขาอาจจะกำลังเสียคนคนนี้ไปเพียงเพราะความต้องการของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

แกร๊ก

 

 

 

 

 

 

 

 

ประตูห้องนอนเปิดออก และซีโม่ได้แต่มองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่ตนกำลังรอคอยอยู่จะกลับมา

 

 

และแล้วสีดำก็มีอีกหนึ่งความหมาย สีดำ-สวยงาม ชายหนุ่มที่เดินเข้ามานั้นช่างสวยงาม สวยงาม-คำชมคำแรกที่เขามอบให้กับคนคนนี้ สีดำที่น่าเกรงขาม อบอุ่น และแววตาสีดำทะมึนคู่นั้นที่กำลังมองมา

 

 

 

 

 

“ไง”

 

เขารู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม

 

“ฝ่าบาท”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผมคิดถึงคุณ”

 

 

 

เสียงครวญครางดังออกริมฝีปากของผู้เฝ้ารอ ผมก็คิดถึงคุณ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยตอบ ไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่าเขาเฝ้ารอคอยอีกฝ่าย มันผิดทุกอย่าง แต่…โอ้ องค์กษัตริย์จรดริมฝีปากกับผิวต้นคอขาวละเอียด ในนาทีนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว และเขาปรารถนา เขาปรารถนาคนคนนี้เกินกว่าจะยอมรับออกมาได้ตรงๆ

มือหยาบกร้านปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวของนักโทษ ช้าๆไม่รีบร้อน มือขาวขยับขึ้นมาแกะออกเสียเอง ไม่อาจอดทนประวิงเวลาได้อีกต่อไป บางอย่างในตัวร่ำร้องและโหยหาสัมผัส และเมื่อมืออุ่นสอดแทรกเข้าไประหว่างเนื้อผ้าบางเบา สัมผัสกับผิวกาย ก็ไม่ต่างอะไรจากเปลวไฟที่ถูกจุดขึ้น พร้อมจะโหมกระพือ

มือขาวกอบกุมใบหน้าของชายอีกคนไว้ เขยิบใบหน้าของตนเข้าใกล้ จรดริมฝีปากลงกับริมฝีปากนั้นเป็นคำถาม และถูกตอบกลับด้วยคำตอบที่ลึกซึ้ง จนแม้แต่คนตอบยังเป็นฝ่ายหัวใจเต้นแรง ปลายลิ้นสัมผัสกัน เสียงหายใจดังสะท้อนในแก้วหู ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันด้วยบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการคาดเดาและไม่แน่ใจ บทสนทนาอันเงียบงันและรุ่มร้อนระหว่างพวกเขา

 

“ผม…ผม-”

 

การกระทำมาถึงจุดสูงสุด เมื่อพวกเขาแตะต้องอีกฝ่าย เมื่อดวงตาประสานกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจขาดๆเกินๆ คั่นกลางด้วยความปรารถนา และฉาบหน้าไว้ด้วยคำว่า ช่วยเหลือ

จังหวะถูกสร้างขึ้นโดยพวกเขาทั้งสอง ทุกครั้งที่มือนั้นขยับ เขาเป็นต้องขยับตาม จุดอารมณ์ร้อนแรงของกันและกัน พวกเขาทำแบบนี้ทำไมกัน? มันผิด-ไม่-มันถูก และ-และ ทำไมเขาถึงรู้สึกดี? ไม่ใช่แค่เพราะสัมผัสจากมือสีเข้มนั้น แต่เป็นเพราะ–

 

 

 

เสียงหอบหายใจ-เขารู้ว่าทิชัลล่าจะหอบหายใจหนักหน่วงเมื่อเขาจงใจกระชับมือแน่นขึ้น

แววตา-เขารู้ว่าแววตานั้นจะมองเขา มองด้วยสายตาที่ไม่ว่าใครในโลกนี้ก็คงต้องการถูกมองแบบนั้น

คำพูด-เขารู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นไม่มีความหมาย แต่ว่า…

 

 

 

“เฮลมุท” และในตอนนี้ ตอนที่เขารู้ตัวดีว่าเขาได้สู่จุดที่แย่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกรวมกัน หลงรักชายคนนี้ ทั้งที่เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลบอกว่ามันไม่ถูกต้อง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า ชื่อของเขาที่ดังออกมาจากปากของกษัตริย์แห่งวากันด้าไม่มีอะไรเจือปนไปมากกว่าความปรารถนาเพียงชั่วข้ามคืน

น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาสีอ่อน ถูกรองรับด้วยริมฝีปากหนา ทิ้งสัมผัสอุ่นๆไว้บนแก้ม มือใหญ่รวบพวกเขาทั้งคู่เข้าหากัน แนบแน่นจนแทบจะหลอมละลายเขาทั้งเป็น

 

 

 

 

 

 

 

ริมฝีปากของผู้คุมเข้าครอบครองริมฝีปากของนักโทษอีกครั้ง ผละออก ส่งสายตาเป็นอีกคำถามที่คนมองไม่เข้าใจ

 

“…”

 

นิ้วมืออุ่นๆลากไล่ตามแผ่นหลัง และซีโม่ก็ตอบได้แค่คำตอบเดียว แม้ว่าจะไม่เข้าใจคำถามนั้นเลยก็ตาม

 

ชายหนุ่มผิวขาวหลุบตาลง น้ำตาไหลร่วงหล่นลงมาตามแก้ม สัมผัสและจังหวะยังคงวิ่งวนในสมอง มือของอีกฝ่ายไล่ลงไปจนถึง…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่าแทรกนิ้วเข้าไป เรียกสีหน้าตกใจจากชายหนุ่มในอ้อมแขน ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ก็จะหลับลง ปิดแน่น สั่นสะท้าน ไม่มีคำพูดปฏิเสธเมื่อเขาแทรกเข้าไปมากกว่าเดิม กระตุ้นร่างบอบบางนั้นด้วยสัมผัสที่ต่างออกไป ผิวแก้มที่แดงก่ำขึ้นกว่าเดิม และริมฝีปากเม้มแน่น

 

“เจ็บรึเปล่า?”

 

ได้รับคำตอบเป็นแค่การส่ายศีรษะเบาๆ

 

จังหวะถาโถมใส่ชายหนุ่มตรงหน้ามากขึ้น เขาเฝ้ามองสีหน้านั้นที่เปลี่ยนไป เย้ายวนกว่าที่ผ่านมา มือเรียวขยับช้าลง เผลอหยุดในบางจังหวะ จนมือของเขาอีกข้างต้องเป็นฝ่ายขยับเอง

 

เรียวแขนขาวทั้งสองพาดวางลงบนไหล่ของเขา สะโพกขยับตามจังหวะอีกแบบที่ในตอนนี้เขาเป็นฝ่ายสร้างขึ้น

 

 

 

ไม่นานนัก จากเสียงเล็กๆของการอัดอั้น ก็กลายเป็นเสียงครางกระเส่าอีกรูปแบบที่เขาไม่เคยได้ฟังมาก่อนจนกระทั่งตอนนี้ และเขาก็ได้เรียนรู้ว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ปลุกเร้าอารมณ์ในตัวอีกฝ่ายได้มากที่สุด ถูกครอบครองจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อฝังนิ้วมือลงไปเป็นนิ้วที่สาม เมื่อลงลึกมากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้จะครางเสียงหลง เผยสีหน้าที่เขาอยากจะเก็บมันไว้ดูคนเดียวตลอดกาล และท้ายที่สุดเขาก็เริ่มไม่แน่ใจว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มคนนี้ได้รับสัมผัสแบบนี้ หรืออาจจะไม่ เขาไม่มีทางรู้ได้ ไม่มีทางทำอะไรนอกจากฝังนิ้วมือของตนเองลงไปมากขึ้น

 

ช่องทางคับแน่นนั้นตอบรับเป็นจังหวะ เช่นเดียวกับด้านหน้าของชายหนุ่มที่ปลดปล่อยออกมา ซีโม่หอบหายใจ ครางออกมาเป็นชื่อของเขา ในสำเนียงที่ไม่มีใครในที่แห่งนี้จะพูดแบบนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และเมื่อพวกเขาห่างออกจากกัน หลังจากที่ริมฝีปากเล็กๆนั้นได้เป็นฝ่ายครอบครองเขาบ้าง จนคราบขาวขุ่นเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าอ่อนหวาน เมื่อนั้นเขาถึงรู้ว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่าลืมตาขึ้น หยุดการกระทำของตนเองไว้ มองเพดานห้องอาบด้วยสีเหลืองนวลจากแสงไฟ ฟังเสียงรถราจากด้านนอกดังเข้ามา

 

เมื่อนั้นเขาถึงได้รู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง

 

 

 

 

 

 

 

TBC?