(fanfiction, Valkyrie) : drunk

title : drunk

fandom : thor : ragnarok (2017)

relationship : valkyrie & valkyrie sister

note : if someone drunk thinks about you, that’s called love.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใยเจ้าถึงได้มาเมามายอยู่ท่ามกลางกองขยะเล่า?

หรือเจ้าหลงลืมอดีตอันน่าเศร้าของเจ้าเสียแล้ว?

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้าสดับฟังคำพูดของเทพแห่งการโป้ปด นึกพิศวงใจยิ่งนักที่ทุกคำเหล่านั้นหาใช่คำลวง จริงอยู่ว่าทุกคำล้วนเสียดแทงสมคำร่ำลือ แต่หากมันคือความจริง เจ้าคือวัลคีรี่ ใยเจ้ามาอยู่ที่นี่? ใบหน้างดงามเยี่ยงอิสตรีแสดงความฉงน และข้าพูดไม่ออก ทั้งมันก็มิใช่ธุระอันใดที่จะขยายความจริงให้แก่เทพแห่งความลวง

 

 

ข้าไม่อาจนึกถึงนางได้ในเวลานี้

 

 

ความทรงจำแสนเลวร้ายฝังอยู่เบื้องหลังดวงตาของเจ้า ดวงตาสีมรกตเหลือบมอง ดวงหน้างามยิ่งกว่าสตรีใด จนตัวข้าอดเคลือบแคลงใจมิได้ว่า ความงามและสุรเสียงหวานปานน้ำผึ้งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เทพเจ้าแห่งสายฟ้าต้องคอยตามหาอนุชาผู้มิได้ร่วมสายเลือดเดียวกันตนนี้ มันอาจมิใช่ความแค้นอันมอดไหม้ แต่เป็นความงามดุจไฟเผาไหม้จิตใจผู้เป็นพี่

 

 

 

“ข้าไม่อยากยุ่งกับเรื่องของครอบครัวท่าน…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉับพลัน ราวกับสายลมกระโชก ข้ากระพริบตาต้านลมแรง เพื่อมองเห็นอดีต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“-ข้าสาบาน จะร่วมรบ-”

 

 

ความภาคภูมิใจแผ่ซ่านไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ทุกอณูในตัวข้าแย้มยิ้ม โอบรับความปรีดา ข้าคือวัลคีรี่ ข้ายึดมั่นถือมั่นในบังลังค์ ข้าเชื่อในวัลฮัลลา ข้ากล้าแกร่ง ข้ายิ้มกว้าง แสงแดดสีทองทอประกายอาบข้า ข้าคือวัลคีรี่

 

 

“-เฉกเช่นเครือญาติ พวกเราร่วมศึก-”

 

 

ข้ารักแสงสีทอง มันสวยงาม มัน…

 

 

“-ดุจพี่น้อง เรา-”

 

 

 

ข้าอ้าปาก คำสาบานดังออกจากปากข้า แต่ข้ามองเห็นเพียงสีทองของทองคำ ทอประกายเจิดจ้า ระยิบระยับดุจเครื่องดื่มในถ้วยเงิน และสีฟ้า สีของนภาที่ข้าไม่เคยนึกหลงใหล ตอนนี้ข้าแทบอยากบอกว่า ข้ารักมัน

นางยืนอยู่ตรงหน้าข้า ยิ้มกว้างเหมือนข้า เราต่างสวมใส่เครื่องแบบเดียวกัน แต่นางช่างงดงามเหมือนเพชรต้องแสงสุริยัน นางคือน้องสาวร่วมสาบานของข้า เส้นผมสีทองสลวยของนางขยับตามสายลม ริมฝีปากนางกล่าวคำสาบานพร้อมๆกับข้า นางกำลังมองมา และข้าได้แต่คิดว่า ข้าช่างโชคดียิ่งกว่าใคร

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้ารักนาง และนางรู้ ตั้งแต่วินาทีนั้น เราร่วมศึกสงคราม ร่วมโต๊ะอาหาร แต่มิเคยร่วมรัก

ข้าไม่เคยบอกรักนาง แต่ข้ารู้ว่านางรู้ว่าข้ารักนางยิ่งกว่าอะไร ข้ารู้และนางรู้ ข้ารักนาง และนางก็รักข้า

 

 

 

 

 

 

 

 

สายลมหอบข้าพัดผ่านไป เม็ดทรายสีทองแห่งความทรงจำไหลผ่านง่ามนิ้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ณ จุดใดจุดหนึ่ง ข้ามองเห็นนางตรงหน้า รอยยิ้มกว้างเหมือนเด็กเล็กๆ นางดูใสชื่อบริสุทธิ์ ผมสีทองของนางรวบหลวมๆอย่างที่ข้าชอบ นางยิ้ม หยิบองุ่นเข้าปากโดยไม่สนมารยาทใดๆ สวมเสื้อผ้าเผยผิวขาวนวลเนียน นางรู้เสมอว่าข้าชอบนางในแบบใด และนางกำลังพยายามทำให้ข้าพอใจ

 

“ข้าชอบองุ่น…และท่านชอบไวน์องุ่น” นางพูดเพียงเพราะมิต้องการให้ความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของเรา “ดูสิ เราเหมือนกันมากเพียงใด”

 

ข้าหัวเราะกับคำพูดของนาง

 

“เจ้าเหมือนข้า เหมือนดั่งกลางวันและกลางคืน”

 

นางเลิกคิ้ว ก่อนงับองุ่นจากพวง

 

“งั้นข้าขอเป็นกลางคืนดีกว่า…” น้ำสีม่วงจางๆจากองุ่นไหลลงตามลำคอของนาง “ข้าชอบแสงจันทร์”

 

“จริงหรือ?”

“จริงสิ”

 

 

 

นางยอมให้ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ จากนั้น

 

 

 

 

 

 

 

“ทำไมท่านถึงชอบดื่มสุรา?”

 

“หืม?”

 

นางบิดองค์เอวขับไล่ความเมื่อย ตวัดสายตากลับมา รอคำตอบ

 

“ข้า…”

 

ข้ารู้ว่านางชอบตั้งคำถามและตอบคำถาม แต่กับการดื่มนั้น ข้าจนใจจะหาคำตอบให้นางเสียจริง

 

“ข้า…ข้าชอบดื่ม เพราะข้าชอบเมามาย”

 

 

 

 

 

 

 

 

“มีเพียงสุราเมรัยเท่านั้นหรือที่ทำให้ท่านเมามายได้?”

 

 

 

 

 

 

 

ข้ากำลังนึกหาคำตอบให้กับคนรักช่างถามของข้า แต่ว่า…นางมิได้ต้องการคำตอบสำหรับคำถามนี้

 

 

 

มันคือรสชาติที่ทำให้ข้าเมามายที่สุดในชีวิต รสชาติขององุ่นและรสชาติริมฝีปากของนาง มันหวาน มันทำให้ข้ารู้สึกถึงบางสิ่งแตกซ่านอยู่ภายใน ข้าสัมผัสนาง ฟังเสียงของนาง เราร่วมรักกันในคืนนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เราคือหนึ่งเดียว มิอาจแยกจาก เราร่วมศึกสงคราม ร่วมโต๊ะอาหาร ร่วมรัก แต่สุดท้าย ในท้ายที่สุด เรายังมิได้ทำเพียงสิ่งเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้ามองร่างของนาง ดวงเนตรสีนภานั้นปิดลงตลอดกาล เรือนผมสีทองของนางเปรอะเปื้อนสีโลหิต

 

 

 

 

ข้ายังไม่เคยบอกรักนาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เจ้าเมามายเพื่อให้ลืมอดีต ความจริงย้อนกลับมาพร้อมกับดวงตาสีมรกต ข้ากำลังมองเทพแห่งการโป้ปดหลั่งน้ำตา เจ้าดื่มเพื่อลืมเลือน

 

 

 

 

 

โลกิ ท่านช่างโง่เขลา ข้าหาได้เมามายเพื่อลืมเลือน แต่เพื่อจดจำ

 

 

 

 

 

FIN

Advertisements

(fanfiction, IT) : writer

title : writer

fandom : IT, 2017

rating – R

relationship : pennywise & bill denbrough, richie tozier & bill denbrough (implies)

note : playing with the devil is the most dangerous game

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มหนึ่งสภาพไม่เก่าไม่ใหม่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ขัดเงาตัวงาม ตัวอักษรชื่อเรื่องเลือนลางลงไปบ้าง หากแต่ชื่อของนักเขียนยังคงเด่นชัดยิ่งกว่าชื่อของเรื่องราวนั้นเสียอีก และนั่นทำให้เขาคิดว่า อะไรกันแน่ที่โดดเด่นในผลงานของเขา เรื่องราวบนหน้ากระดาษพวกนั้น หรือว่า ชื่อของเขาเอง แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงชื่อของเขา ทุกคนย่อม อ๋อ พ่อหนุ่มคนนั้นสินะ เขียนดีมาก ภาษาชวนสะพรึง เขาจำได้ถึงเสียงแหลมๆยานคางของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในงานเลี้ยงเปิดตัวหนังสือ แขกเหรื่อที่มายังงานเลี้ยงโดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ ไม่รู้จักหนังสือเล่มนั้น แต่พอชื่อของเขาถูกกล่าวขึ้นเท่านั้นแหละ อะไรๆก็เปลี่ยนไป

อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไป บิลลูบตัวอักษรเลือนลางบนหน้าปก และในโลกของวรรณกรรมกับเจ้าของผลงานที่ยังมีชีวิตอยู่ การรังสรรค์เรื่องราวใหม่ๆออกมาย่อมเป็นเรื่องจำเป็น หากไม่แล้ว อีกไม่นาน ชื่อของเขาเองบนหน้าปกย่อมเลือนลางตามชื่อผลงานไปด้วยเป็นแน่แท้

 

 

 

 

ชายหนุ่มนั่งลงตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้ากระดาษจำลองว่างเปล่า แต่ในความคิดของเขา ทุกอย่างหมุนวนรวมกัน ไม่ต่างจากอาหารหลังวันขอบคุณพระเจ้ากองสุมส่งกลิ่นเหม็นในถังขยะ เขาไม่ชอบความคิดที่โผล่ขึ้นมานี้เลยสักนิด เพราะขยะในมโนคตินี้อาจเป็นอนาคตของผลงานชิ้นถัดไปของเขา และในความมั่นใจที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาเองเพราะความโด่งดังบนความไม่แน่นอนนี้ เขาเริ่มไม่มั่นใจอีกต่อไป

 

 

ตัวอักษร-คำว่า บ ท ที่ ห นึ่ ง ถูกพิมพ์ลงไปบนความไม่มั่นใจลำดับที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของนักเขียน แป้นพิมพ์สะอาด เงางามอยู่เสมอเพราะผู้เป็นเจ้าของดูแลมันอย่างดี และจู่ๆ ระหว่างที่นิ้วมือพรมลงบนตัวอักษรพวกนั้นแต่ไม่ได้กดลงไปจริงๆ อะไรบางอย่างกลับทำให้เจ้าของปลายนิ้วพิมพ์เพิ่มลงไป

ประโยคแรกของบทที่หนึ่ง มันหวนกลับมาเสมอ

 

 

มันหวนกลับมาเสมอ บิลมองประโยคนั้นตาไม่กระพริบ ไม่ต้องสงสัยแต่อย่างใดว่า เขาไม่ได้เป็นคนตั้งใจพิมพ์มันลงไป และตอนนี้ ในหน้ากระดาษจำลองนี้ เขาอาจกำลังเผชิญกับมัน

ชายหนุ่มถอยห่างจากหน้าจอ ประเมินสถานการณ์ มองสัญลักษณ์ตำแหน่งการพิมพ์กระพริบรอ เหมือนกับตู้เกม รอคอยผู้เล่นให้ตัดสินใจว่า จะเริ่มต้นเล่นเกมนี้หรือไม่?

 

 

นิ้วมือสั่นๆแตะลงบนตัวอักษร และเริ่มต้นพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องราวผ่านมาเนิ่นนาน แต่กระนั้นกลิ่นหญ้าแห้งๆในหน้าร้อนยังคงสดใหม่ เวลาเชื่องช้าและร่าเริงไหลผ่านนิ้วมือเหมือนเม็ดทรายและสายน้ำ ก่อนที่จะจบลงตรงท่อระบาย-

บิล…ลี่

 

 

 

 

 

 

มันหวนกลับมาเสมอ ยามหลับ ยามตื่น เขาไม่เคยหนีมันพ้น ไม่เคยชนะมันได้เลยสักครั้งเดียว

 

ดวงตาหลังกรอบแว่นกระพริบตาถี่ๆ ก่อนมองตัวอักษรปรากฏขึ้นบนจอภาพ

 

 

 

 

 

 

-ท่อระบาย เสียงลมร้องออกมาจากความมืดกลวงโบ๋นั้น คล้ายกับเสียงกรีดร้องของน้องชายของเขา เพื่อนๆมองเขาอย่างเวทนาเมื่อเขาร่ำร้องเรียกหาคนที่ตายไปแล้ว บิลลี่ริมฝีปากสั่น อาการติดอ่างนั้นไม่น่าดูชมนัก และสายตาที่เขาได้รับจากคนอื่นๆคือความเวทนาที่ฉายชัดอยู่บนแววตาหลากสีพวกนั้น เธอเดินเข้ามาใกล้ จูบลงบนขมับ พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้แววตาเวทนาพวกนั้นเปลี่ยนไป กลายเป็นอะไรบางอย่างที่เขานึกว่าจะพบแค่ในแววตาของพวกผู้ใหญ่ อะไรบางอย่างที่…

 

 

 

 

 

 

“คุณคะ…”

 

นักเขียนหลุดจากห้วงคำนึง หันไปตามต้นเสียง หญิงสาวผมสีเข้มส่งยิ้มให้

 

“ฉันจะไปข้างนอกนะคะ”

 

บิลพยักหน้าให้ ฝืนยิ้มตอบ มองชุดกระโปรงสีดำ กำมะหยี่-แน่นอนเธอชอบกำมะหยี่ มันเป็นชุดโปรดของเธอเวลาพวกเขาไปดินเนอร์หรือไปงานปาร์ตี้ที่เธอไม่ต้องฝืนใจไปกับเขามากนัก ชุดกำมะหยี่

 

 

 

และเธอก็หายออกจากบ้านไป พร้อมกับเสียงรถที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลืออะไรนอกจากเขาและเรื่องราวที่ยังเล่าไม่จบ

 

 

 

 

 

 

บิลถอดแว่นออก กดนวดระหว่างดวงตาด้วยความเหนื่อยล้า มองเกมเล็กๆในคืนนี้ที่หยุดเข้ากลางคัน บางทีเขาอาจไม่ควรเริ่มเรื่องนี้ และไม่ควรจบเรื่องนี้ลงด้วย แต่ว่า

 

นิ้วมือขาวซีดเริ่มพิมพ์ต่อ

 

 

 

 

 

 

 

อะไรบางอย่างที่ดำมืดและน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันก็ชวนให้สงสัยเจียนบ้า บิลลี่มองเบฟของเขา รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้าสะสวยนั้น ผมสีแดงเพลิงของเธอสะท้อนแสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามายังท่อระบายน้ำ กลิ่นหญ้าและกลิ่นสาบ กลิ่นน้ำหอมของเธอ และรสชาติของขี้ผึ้งในลิปสติกของเธอที่เข้ามาอยู่ในโพรงปากของเขา มือของเธอแตะลงบนลำคอของบิลลี่ จนชั่วขณะหนึ่ง ในดวงตาสีอ่อนใสนั้น เด็กชายกลัวว่าเธอจะฆ่าเขา กลัวว่ามันจะฆ่าเขา กลัวว่าฉันจะฆ่าแก

 

 

บิลลี่รัวนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์ หยาดเหงื่อไหลลงจากขมับ ดวงตาจับจ้องและรอคอยประโยคถัดไป

 

 

กลัวว่าทุกคนจะตาย แต่เธอแค่แตะลงบนลำคอ ลากไล้ไปเรื่อยๆ ความรู้สึกแปลกๆผ่านเข้ามาและไม่กลับออกไป คนอื่นๆจ้องมองพวกเขาสองคน และไม่ต้องบอกเขาก็รู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าเริ่มหลุดออก ให้เขาและคนอื่นๆเห็นชุดชั้นในที่เห็นไปแล้วก่อนหน้านี้ สายบราด้ายรุ่ยๆ ปานแดงบนเนินอก และเสียงร้องของเธอเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น พวกเขาได้เธอ ทุกๆคน และเธอเพียงแค่ยิ้มรับสายตาพวกนั้น ยิ้มรับและกรีดร้องอย่างมีความสุขเมื่อพวกเขาผลัดกันทำกับเธอทีละคน ทีละคน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีพวกเขาอาจจะตายไปแล้ว บิลลี่ตัวน้อยผู้อ่อนต่อโลกมองเซ็กส์หมู่เป็นเรื่องของความตาย กลัว และผิดหวัง และจดจำได้เพียงสีหน้าของเด็กชายอีกคน ริชชี่ ตอนที่เด็กคนนั้นปลดปล่อยและพูดคำหยาบออกมาเพียงเพื่อแสดงว่าตัวเองเหนือกว่าในเกมเล็กๆนี้ บิลลี่ตัวน้อยจ้องมองไอ้จ้อนของเพื่อนรัก ผิดหวังที่มันไม่ได้เข้ามาอยู่ในตัวของเขา และ

 

 

บิลน้ำตานองหน้า หยดน้ำตาไหลลงอาบแก้ม หยดลงบนแป้นพิมพ์

 

 

และในความวุ่นวาย โกลาหล และความริษยาอันแสนสับสนของเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาเลือกที่จะไม่จดจำ เมื่อเกมในท่อน้ำของเด็กหญิงเพียงคนเดียวกับเด็กชายจบลง พวกเขาหัวเราะ หัวเราะ และหัวเราะราวกับว่ามันเป็นเรื่องโจ๊กตามหน้านิตยสาร ไม่มีใครพูดถึงนาทีก่อน ไม่มีใครลืม อาจจะยกเว้นเด็กชายบิลลี่ ที่เลือกจะหลอกตัวเองว่าลืม ใช่มั้ย?

 

 

“ไม่…” นักเขียนพูดเสียงสั่น พยายามย้ำออกมาอีกคร้ัง “ไม่! ฉันไม่เคย-”

 

 

และเขาเลือกที่จะเป็นนักเขียน เขียนความฝันของตัวเองที่เขาเลือกที่จะเชื่อว่ามันเป็นแค่ความฝัน เขียนความกลัวของตัวเองที่เขาหลอกตัวเองทุกครั้งว่ามันไม่ใช่ความกลัว เขียนผลงานของตัวเองที่เขาหลงเชื่อว่ามันเป็นผลงานของตัวเอง นี่น่ะ เด็กเอ๋ย มันเป็นผลงานของฉัน และแกแค่ใส่ชื่อของแกลงบนต้นฉบับก็เท่านั้น

 

 

“ไม่!”

 

 

แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่เคยรักแกเลย แกรู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นแค่เครื่องประดับบนฉากบังหน้าของแก แกรู้ว่าเธอไปไหน และไปหาใคร แกรู้ และสิ่งที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง คือแกในห้องน้ำ ร้องครวญครางชื่อเพื่อนรักของแกที่จะโผล่มาในรายการโทรทัศน์ทุกคืนวันศุกร์ และหลังจากริชชี่สวัสดีและบอกลา แกจะเข้าไปในห้องน้ำ แกรู้นี่นาบิลลี่ แกรู้ทุกอย่าง

 

 

 

บิลยกนิ้วมือขึ้นจากแป้นพิมพ์ สะอึกสะอื้นออกมา

 

 

“ฉันไม่กลัวแก และแกมันไม่จริง”

 

นักเขียนกัดฟันพูดกับหน้าจออันว่างเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

 

ประโยคสุดท้ายและประโยคแรกปรากฏขึ้นบนหน้าจอ

 

 

 

 

นี่ยังจริงไม่พออีกหรือ? บิลลี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, t’challa / zemo) : guilty pleasure

title : guilty pleasure

fandom : captain america 3 : civil war, 2016

rating – NC

relationship : t’challa / helmut zemo

note : sometimes imagination is important.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทกลอนท่องเบาๆในใจเฉกเช่นดั่งที่เคยเป็นมา น้ำเสียงในใจเปลี่ยนไปตามรูปประโยค-น้ำเสียงของตัวละครดังขึ้นในโทนแตกต่างกันไป และเมื่อดวงตากวาดไล่มาถึงระหว่างทางของเรื่องราว เขาพบว่า เขาเองก็มีเรื่องราวของตัวเองที่อยากเล่าออกมาให้ใครสักคนฟังเช่นเดียวกัน

ชายหนุ่มปิดหนังสือลง เพียงเพื่อมองไปยังหน้าต่างบานกว้าง หมู่ดาวแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มจนเกือบเป็นสีดำ และเมื่อคำว่าสีดำผ่านเข้ามา ความหมายของมันก็ค่อยๆดังขึ้นในใจของคนมอง สีดำ-ความเจ็บปวด สีดำ-ควันไฟ สีดำ—ความตาย

 

 

(คงจะมีเพียงความตายเท่านั้นที่จะพรากเขาไปจากที่แห่งนี้ ใช่หรือไม่?)

 

 

เฮลมุท ซีโม่หลับตาลง พยายามไล่ความคิดพวกนั้นออกไป เขาไม่อยากเป็นแบบนี้ ไม่อยากเป็นแบบนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ตลอดทั้งวัน หรือจะให้ระบุให้ชัดเจน สามวันเข้าไปแล้วที่เขาไม่พบกับอีกคนที่คอยฟังเรื่องราวของเขา และความเหงาหงอยก็เข้ากัดกินและโจมตีจนเขาเหนื่อยล้า แม้จะอ่านบทกวีไปมากแค่ไหน เฝ้ารอมากเพียงใด

 

 

(หรือบางที เขาอาจจะไม่กลับมา)

 

 

และมันจะไม่ใช่ความผิดของใครเลย นอกจากของเขาเอง ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเจอกันคือบนโต๊ะอาหารเช้า บนลำคอของอีกฝ่ายมีรอยกัด-จากฟันของเขา และที่ลำคอของเขามีรอยจูบ-จากอีกฝ่าย ช่วงเวลาในตอนนั้นหมดไปกับการพยายามจิบกาแฟให้มากที่สุด กลืนคำพูดและคำถามมากมายลงคอ คำถามจากการกระทำของพวกเขาในคืนก่อน

 

 

 

 

 

–เว้นช่วงหอบหายใจ ฟันของเขากัดลงบนลำคอสีเข้ม กักเก็บเสียงร้องของตัวเอง มือขยับเป็นจังหวะ…

 

 

 

 

 

มันก็แค่การช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยที่พวกเขาต่างก็เต็มใจ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดี และตอนนี้เขาอาจจะกำลังเสียคนคนนี้ไปเพียงเพราะความต้องการของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

แกร๊ก

 

 

 

 

 

 

 

 

ประตูห้องนอนเปิดออก และซีโม่ได้แต่มองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่ตนกำลังรอคอยอยู่จะกลับมา

 

 

และแล้วสีดำก็มีอีกหนึ่งความหมาย สีดำ-สวยงาม ชายหนุ่มที่เดินเข้ามานั้นช่างสวยงาม สวยงาม-คำชมคำแรกที่เขามอบให้กับคนคนนี้ สีดำที่น่าเกรงขาม อบอุ่น และแววตาสีดำทะมึนคู่นั้นที่กำลังมองมา

 

 

 

 

 

“ไง”

 

เขารู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม

 

“ฝ่าบาท”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผมคิดถึงคุณ”

 

 

 

เสียงครวญครางดังออกริมฝีปากของผู้เฝ้ารอ ผมก็คิดถึงคุณ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยตอบ ไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่าเขาเฝ้ารอคอยอีกฝ่าย มันผิดทุกอย่าง แต่…โอ้ องค์กษัตริย์จรดริมฝีปากกับผิวต้นคอขาวละเอียด ในนาทีนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว และเขาปรารถนา เขาปรารถนาคนคนนี้เกินกว่าจะยอมรับออกมาได้ตรงๆ

มือหยาบกร้านปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวของนักโทษ ช้าๆไม่รีบร้อน มือขาวขยับขึ้นมาแกะออกเสียเอง ไม่อาจอดทนประวิงเวลาได้อีกต่อไป บางอย่างในตัวร่ำร้องและโหยหาสัมผัส และเมื่อมืออุ่นสอดแทรกเข้าไประหว่างเนื้อผ้าบางเบา สัมผัสกับผิวกาย ก็ไม่ต่างอะไรจากเปลวไฟที่ถูกจุดขึ้น พร้อมจะโหมกระพือ

มือขาวกอบกุมใบหน้าของชายอีกคนไว้ เขยิบใบหน้าของตนเข้าใกล้ จรดริมฝีปากลงกับริมฝีปากนั้นเป็นคำถาม และถูกตอบกลับด้วยคำตอบที่ลึกซึ้ง จนแม้แต่คนตอบยังเป็นฝ่ายหัวใจเต้นแรง ปลายลิ้นสัมผัสกัน เสียงหายใจดังสะท้อนในแก้วหู ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันด้วยบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการคาดเดาและไม่แน่ใจ บทสนทนาอันเงียบงันและรุ่มร้อนระหว่างพวกเขา

 

“ผม…ผม-”

 

การกระทำมาถึงจุดสูงสุด เมื่อพวกเขาแตะต้องอีกฝ่าย เมื่อดวงตาประสานกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจขาดๆเกินๆ คั่นกลางด้วยความปรารถนา และฉาบหน้าไว้ด้วยคำว่า ช่วยเหลือ

จังหวะถูกสร้างขึ้นโดยพวกเขาทั้งสอง ทุกครั้งที่มือนั้นขยับ เขาเป็นต้องขยับตาม จุดอารมณ์ร้อนแรงของกันและกัน พวกเขาทำแบบนี้ทำไมกัน? มันผิด-ไม่-มันถูก และ-และ ทำไมเขาถึงรู้สึกดี? ไม่ใช่แค่เพราะสัมผัสจากมือสีเข้มนั้น แต่เป็นเพราะ–

 

 

 

เสียงหอบหายใจ-เขารู้ว่าทิชัลล่าจะหอบหายใจหนักหน่วงเมื่อเขาจงใจกระชับมือแน่นขึ้น

แววตา-เขารู้ว่าแววตานั้นจะมองเขา มองด้วยสายตาที่ไม่ว่าใครในโลกนี้ก็คงต้องการถูกมองแบบนั้น

คำพูด-เขารู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นไม่มีความหมาย แต่ว่า…

 

 

 

“เฮลมุท” และในตอนนี้ ตอนที่เขารู้ตัวดีว่าเขาได้สู่จุดที่แย่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกรวมกัน หลงรักชายคนนี้ ทั้งที่เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลบอกว่ามันไม่ถูกต้อง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า ชื่อของเขาที่ดังออกมาจากปากของกษัตริย์แห่งวากันด้าไม่มีอะไรเจือปนไปมากกว่าความปรารถนาเพียงชั่วข้ามคืน

น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาสีอ่อน ถูกรองรับด้วยริมฝีปากหนา ทิ้งสัมผัสอุ่นๆไว้บนแก้ม มือใหญ่รวบพวกเขาทั้งคู่เข้าหากัน แนบแน่นจนแทบจะหลอมละลายเขาทั้งเป็น

 

 

 

 

 

 

 

ริมฝีปากของผู้คุมเข้าครอบครองริมฝีปากของนักโทษอีกครั้ง ผละออก ส่งสายตาเป็นอีกคำถามที่คนมองไม่เข้าใจ

 

“…”

 

นิ้วมืออุ่นๆลากไล่ตามแผ่นหลัง และซีโม่ก็ตอบได้แค่คำตอบเดียว แม้ว่าจะไม่เข้าใจคำถามนั้นเลยก็ตาม

 

ชายหนุ่มผิวขาวหลุบตาลง น้ำตาไหลร่วงหล่นลงมาตามแก้ม สัมผัสและจังหวะยังคงวิ่งวนในสมอง มือของอีกฝ่ายไล่ลงไปจนถึง…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่าแทรกนิ้วเข้าไป เรียกสีหน้าตกใจจากชายหนุ่มในอ้อมแขน ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ก็จะหลับลง ปิดแน่น สั่นสะท้าน ไม่มีคำพูดปฏิเสธเมื่อเขาแทรกเข้าไปมากกว่าเดิม กระตุ้นร่างบอบบางนั้นด้วยสัมผัสที่ต่างออกไป ผิวแก้มที่แดงก่ำขึ้นกว่าเดิม และริมฝีปากเม้มแน่น

 

“เจ็บรึเปล่า?”

 

ได้รับคำตอบเป็นแค่การส่ายศีรษะเบาๆ

 

จังหวะถาโถมใส่ชายหนุ่มตรงหน้ามากขึ้น เขาเฝ้ามองสีหน้านั้นที่เปลี่ยนไป เย้ายวนกว่าที่ผ่านมา มือเรียวขยับช้าลง เผลอหยุดในบางจังหวะ จนมือของเขาอีกข้างต้องเป็นฝ่ายขยับเอง

 

เรียวแขนขาวทั้งสองพาดวางลงบนไหล่ของเขา สะโพกขยับตามจังหวะอีกแบบที่ในตอนนี้เขาเป็นฝ่ายสร้างขึ้น

 

 

 

ไม่นานนัก จากเสียงเล็กๆของการอัดอั้น ก็กลายเป็นเสียงครางกระเส่าอีกรูปแบบที่เขาไม่เคยได้ฟังมาก่อนจนกระทั่งตอนนี้ และเขาก็ได้เรียนรู้ว่า นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ปลุกเร้าอารมณ์ในตัวอีกฝ่ายได้มากที่สุด ถูกครอบครองจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อฝังนิ้วมือลงไปเป็นนิ้วที่สาม เมื่อลงลึกมากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้จะครางเสียงหลง เผยสีหน้าที่เขาอยากจะเก็บมันไว้ดูคนเดียวตลอดกาล และท้ายที่สุดเขาก็เริ่มไม่แน่ใจว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มคนนี้ได้รับสัมผัสแบบนี้ หรืออาจจะไม่ เขาไม่มีทางรู้ได้ ไม่มีทางทำอะไรนอกจากฝังนิ้วมือของตนเองลงไปมากขึ้น

 

ช่องทางคับแน่นนั้นตอบรับเป็นจังหวะ เช่นเดียวกับด้านหน้าของชายหนุ่มที่ปลดปล่อยออกมา ซีโม่หอบหายใจ ครางออกมาเป็นชื่อของเขา ในสำเนียงที่ไม่มีใครในที่แห่งนี้จะพูดแบบนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และเมื่อพวกเขาห่างออกจากกัน หลังจากที่ริมฝีปากเล็กๆนั้นได้เป็นฝ่ายครอบครองเขาบ้าง จนคราบขาวขุ่นเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าอ่อนหวาน เมื่อนั้นเขาถึงรู้ว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิชัลล่าลืมตาขึ้น หยุดการกระทำของตนเองไว้ มองเพดานห้องอาบด้วยสีเหลืองนวลจากแสงไฟ ฟังเสียงรถราจากด้านนอกดังเข้ามา

 

เมื่อนั้นเขาถึงได้รู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง

 

 

 

 

 

 

 

TBC?

(fanfiction, dunkirk) : in the world of the war

title : in the world of the war

fandom : dunkirk, 2017

rating – NC

relationship : OC/OC

note : please tell me if you like it

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The Station

 

 

เมื่อจุดหมายปลายทางมาถึง นั่นย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้น และจุดจบของอะไรหลายๆอย่าง

 

ยานพาหนะหยุดเทียบชานชาลา ใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่มจำนวนมากสว่างขึ้นด้วยความปลื้มปีติในน้ำใจของประชาชนพลเรือนทั่วไป รอยยิ้มจริงใจเผยขึ้นบนใบหน้าเลอะเปื้อนสงคราม คำพูดขอบคุณด้วยสำเนียงแหบแห้งถูกกล่าวขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะมารยาททางสังคม-เป็นคำพูดขอบคุณที่กลั่นออกมาจากใจจริงๆ เป็นคำขอบคุณที่ไม่ใช่สำหรับขวดเบียร์เย็นๆและอาหารจานร้อน แต่เป็นสำหรับการได้รับการยอมรับ-ว่าพวกเขาไม่ได้ขี้ขลาด ไม่ได้เป็นผู้แพ้ในสงคราม

 

พวกเขารอดชีวิต แต่หากชีวิตในดวงวิญญาณนั้นผุกร่อนอย่างไม่อาจกลับคืน เพราะอย่างนั้น การได้รับคำพูดสักคำ น้ำใจสักนิด ย่อมช่วยชโลมแผลในใจได้บ้าง รอยแผลด่างดวงและความลับของการรอดกลับมาที่ชั่วชีวิตก็คงไม่มีวันลืม เพื่อนที่ตายจาก คนที่ตนเหยียบย่ำเพื่อให้ถึงจุดหมายที่เรียกว่าบ้าน ร่องรอยความรุนแรงจากสงครามที่ไม่มีวัน-ไม่มีวันจะจางหายไป ต่อให้ใช้เวลาเป็นล้านปีก็ตาม

 

มีเพียงแค่บรรเทาให้ทุเลาลง

 

ผมไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ร้าย การมองโลกในแง่ร้ายทำร้ายคุณได้ยิ่งกว่าห่ากระสุนและดงระเบิด มันทำให้คุณหมดหวังในการใช้ชีวิต แต่บางครั้ง การมองโลกในแง่ดีมากเกินไปก็ไม่อาจช่วยชีวิตคุณไว้ได้เหมือนกัน

 

มีชายหนุ่มบางคนที่รอดชีวิตเฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ รอดเพียงแค่ชีวิตและลมหายใจ หากคุณมองให้ดีๆ ดวงตาในเบ้าตาโหล่ลึกนั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่เหลืออะไรให้ครุ่นคิดในสมองนอกจากภาพสงคราม กล้ามเนื้อกระตุกเกร็งจนเส้นเลือดโปดปูน ปากพร่ำพูดอะไรต่ออะไรที่ไม่มีใครเข้าใจ กลายเป็นมนุษย์ผุๆพังๆ ถูกใช้งานจนหมดค่า เหมือนหุ่นกระบอกเชือกขาด ไร้เป้าหมาย บังคับตัวเองไม่ได้

 

โชคยังดี ผมมีสิ่งหนึ่งคอยย้ำเตือนในใจ เราต่างเป็นแสงสว่างในชีวิตของอีกคน ดุจสองตะเกียง-นำทางซึ่งกันและกัน

 

ผมไม่รู้ว่ามันผิดหรือถูกกันแน่ที่พวกเราเป็นแบบนี้ ในสงคราม มันง่ายที่คุณจะพูดถึงคนรักที่คุณจากมา จินตนาการภาพของพวกเธอที่กำลังรอคอยเราให้กลับไปใช้ชีวิตร่วมกัน มันง่ายที่จะนึกภาพ-พวกผู้หญิงจิบชา หัวเราะร่า สวดมนต์ให้พวกเราปลอดภัย ง่ายที่จะนึกภาพของพวกเธอในชุดผ้าไหมและไข่มุก ริมฝีปากสีแดงสด แก้มสีชาด ทรวงอกใต้แสงเทียน จินตนาการนั้นกว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุด และนายทหารอย่างพวกเรา การนึกถึงพวกเธอในยามกลางดึกนั้น เป็นอะไรที่ธรรมดาเอามากๆ

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป จินตนาการหรือจะสู้สิ่งที่คุณเห็นๆอยู่ตรงหน้า? ความสัมพันธ์ที่ขาดตอนไปจะสู้มิตรภาพในสนามเพลาะได้หรือ? และเสียงกระซิบในความฝัน-จะสู้เสียงพูดของเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายของคุณได้หรือไม่?

 

ผมจะไม่โทษใครทั้งนั้น ไม่แม้แต่เพื่อนของผม ไม่แม้แต่สงคราม หรือแม้แต่ตัวผมเอง มันคือความรักที่ผมไม่มีวันเข้าใจ มันเกิดขึ้นเพราะว่ามันเกิดขึ้น เมื่อมือของสองเราไขว่คว้าหากันในยามที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย นั่นหมายถึงความรักรึเปล่า? อาจจะใช่หรือไม่ใช่ ผมตอบไม่ได้ ผมเคยอยากถามเขา แต่คำถามคงไม่จำเป็น เมื่อในคืนต่อๆมา ในหลุมดินหรือเบื้องหลังกระสอบทราย หรือตามมุมมืด ณ สถานที่ที่ผมจำไม่ได้ เราจะได้สัมผัสริมฝีปากกันอย่างเร่งรีบ ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ ไม่มีหวังด้วยซ้ำไป และผมก็ต้องสารภาพว่า ผมแน่ใจว่าไม่ได้มีเพียงแค่เราสองคนที่เป็นแบบนี้ สายตาสองคู่ที่ประสานกันมีไม่มากแต่ก็พอพบเห็นได้ในสงคราม นายทหารบางคนตัวติดกันยิ่งกว่าอะไร ไม่น่าใส่ใจ และไม่ถูกสงสัย เมื่อคำว่าเพื่อนเข้ามาเป็นฉากบังตา

 

ม้านั่งตัวหนึ่งในสถานีถูกครอบครองโดยผมและเขา หญิงชราในชุดรุ่มร่ามขายดอกกุหลาบสีแดงให้กับเพื่อนของผม ผมแอบสอดส่ายสายตามองหาหญิงสาวผู้โชคดีที่ผมนึกริษยาเธอ-ผู้ที่จะได้รับกุหลาบแดงดอกนี้ จากชายหนุ่มผู้นี้

 

 

“นี่…”

 

ดอกกุหลาบวางลงบนตักของนายทหารข้างๆ

 

“ขอบคุณ”

 

 

บทสนทนาเฉยชาและสั้น บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของเราในตัวมันเอง และที่น่าเสียใจ-สำหรับคนที่มองโลกในแง่ดีอย่างโง่งม ผมหวังให้เขาบอกรักผม ผมภาวนาอย่างบ้าบิ่นขอให้สงครามนี้ไม่มีวันจบลง หากนั่นหมายถึงผมและเขาร่วมทางกันไปตลอดกาล ให้วันคืนพวกนั้นที่ผมพูดคุยกระซิบถึงอนาคตของพวกเราที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริงยืดยาวต่อไปเรื่อยๆไม่มีวันจบลง ให้ผมได้จูบเขาอย่างที่ผมอยากทำ ให้เขาสัมผัสผม ให้เราเป็นของกันและกันตลอดไป

 

มืออุ่นวางลงบนต้นขาของผม เพียงหนึ่ง-สอง-สามวินาที ก่อนจะผละออก ความรักของเราหรือความลับของเรามันจบแล้ว และผมก็ทำได้เพียงกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เมื่อเขาลุกขึ้นยืน

 

 

“เขียนมาหาฉันบ้างนะ”

 

กุหลาบสีแดงอยู่ในมือของผม อนุสรณ์ความรักสุดท้ายสำหรับคนอย่างผม

 

“ได้”

 

 

 

 

เงาที่ทาบทับลงมาลังเลอยู่ชั่วครู่ ให้ความหวังอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะจางหายไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The Song

 

ก่อนสงคราม บทเพลงมีท่วงทำนองอีกแบบ สดชื่น อ่อนหวาน ไร้เดียงสา ผู้คนยิ้มแย้มกันง่ายดายกว่านี้ เชื่อใจกันมากกว่านี้ ไม่มีใครถูกสงสัยหรือตกเป็นเป้า แต่เมื่อสงครามปะทุ-เมื่อบทเพลงแห่งความเยาว์วัยจบลง เมื่อชีวิตวิ่งชนฝา ไม่มีบทเพลงไพเราะใดๆเล่นต่อ ท่วงทำนองถูกเปลี่ยนเป็นเสียงดังสนั่นของระเบิด เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ เสียงของสงครามเริ่มต้นขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะจบลง

 

ดังนั้นในคืนนี้ คืนที่เราสามารถหลอกตัวเองได้ว่า ชีวิตยังอีกยาวไกล หลอกตัวเองว่าเครื่องแบบที่สวมใส่อยู่นั้นไม่มีจริง และทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ไม่ได้กำลังจะไปตาย คืนนี้ที่บทเพลงอ่อนหวานจะบรรเลงเลี้ยงส่งสำหรับบรรดาชายผู้รอดชีวิต รอดกลับมาเพื่อที่จะกลับไปยังสมรภูมิรบอีกครั้ง

 

ไม่มีใครสนใจฟังเนื้อหาของบทเพลงมากนัก จุดสนใจทั้งหลายย่อมตกเป็นของหญิงสาวผู้มีเสียงไพเราะที่สุดเท่าที่พวกเราเคยได้ฟังในรอบปี ผมสลวยสีแดงเพลิงของเธอ รอยยิ้มของเธอ ดวงตาวาววับของเธอ-เธอสวย สวยยิ่งกว่าอะไร แต่หากให้ยอมรับความจริง ผมไม่ได้สนใจเธอ ไม่ใช่สำหรับคืนนี้

 

เครื่องดื่มในแก้วของผมไม่ได้พร่องลงไป จึงไม่อาจอ้างได้ว่าผมกำลังเมา บนโต๊ะที่มีผ้าปูสีขาว ประดับประดาไปด้วยแจกันดอกไม้และอาหารรสเลิศ แต่ผมกลับมองเห็นมือของชายคนหนึ่ง-ชายผู้ที่กำลังนั่งอยู่ข้างๆผม ดวงตากลมจ้องมองไปยังนักร้องสาวคนนั้น และเมื่อดวงตาสีใสย้อนกลับมามอง-ประสานกัน เมื่อรอยยิ้มปรากฏขึ้นและคำพูดกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง-

 

 

นายทหารคนหนึ่งจูบกับนายทหารอีกคน คนอื่นๆพากันหัวเราะ แสงแฟลชจากกล้องวาบขึ้น

 

 

มันก็แค่มิตรภาพ บทเพลง และเหล้าอีกแก้ว ก็เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The Hotel

 

การกระทำแบบนี้ไม่นับว่าเป็นการฉลาดนัก

 

สำหรับเราสองคน การรอดจากสงครามและความตายนั้นยังง่ายดายยิ่งกว่า พวกเราหนีจากศัตรู ต่อสู้กับสงครามมาได้ แต่พวกเราไม่อาจต่อสู้กับสังคมได้ และแน่นอน เราไม่อาจปฏิเสธในกันและกันได้ เรารักกันมากเกินไป คนฉลาดๆมักหนีให้ห่างจากความรักในสมรภูมิรบ แต่พวกเรามันโง่ และบ้า และเราก็เข้ากันได้เหมือนน้ำกับไฟ แตกต่าง บ้าคลั่ง หลายต่อหลายครั้งของการโต้แย้ง โต้ตอบ ฉุดรั้งซึ่งกันและกัน เรารอดมาได้เพียงเพราะสงครามจบลง คนหนึ่งพ่ายแพ้ อีกคนได้รับชัยชนะ แต่สำหรับเราสองคน การได้พบกันอีกครั้งต่างหากคือชัยชนะที่แท้จริง

 

ภายในห้องเหมือนหยุดกาลเวลาไว้ในช่วงเวลาก่อนสงคราม เครื่องเรือนชวนให้นึกถึงสมัยที่เรายังเป็นเด็ก เราต่างร่ำรวยหรือเคยรวยกว่านี้ เราต่างเคยเป็นแค่เด็กหนุ่มไม่รู้ประสา นึกฝันไปถึงการได้รับหน้าที่ในสงครามว่ามันจะเป็นบันไดทองคำนำไปสู่อนาคตที่สดใส หารู้ไม่ว่า สงครามย่อมไม่เคยนำสิ่งดีๆมาให้

 

แต่ใช่…มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เราสองคนที่เกิดขึ้น เส้นทางของเราตัดผ่านกัน วินาทีของความชิงชังที่ไม่มีที่มาที่ไป เกลียดชังเพียงเพราะเครื่องแบบที่สวมใส่นั้นแตกต่าง เพียงเพราะเรายืนอยู่ในฝั่งตรงข้าม ในวินาทีที่พระเจ้าเลือกให้พวกเรามาพบกัน วินาทีที่ทั้งผมและเขาจ่อกระบอกปืนไปที่อีกฝ่ายและพร้อมเหนี่ยวไก ในวินาทีนั้น-

 

 

 

 

ชายหนุ่มสูดกลิ่นอายจางๆจากตัวอีกฝ่าย ดวงตาสีฟ้าหลับลง ซึบซับความรู้สึกซาบซ่านเจือจางที่เพิ่งผ่านพ้นไปหลังการร่วมรักรอบแรกสิ้นสุดลง กลิ่นเหงื่อและโคโลญจน์ผสมผสานกัน แก่นกายยังไม่ได้ถอนออก ทิ้งค้างความรู้สึกที่สามารถต่อช่วงได้เพียงแค่ฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากขอร้อง

 

ดวงตาสีเข้มเบื้องล่างส่งสายตาเว้าวอน และการร่วมรักก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

 

 

 

 

ในวินาทีนั้น-วินาทีของความเป็นความตาย ความเป็นความตายของตนที่ต่างอยู่ในมือของอีกฝ่าย เป็นเพราะพระเจ้ากลั่นแกล้งเรา หรือเป็นใจให้กับเราก็สุดจะรู้ เราลดปืนลงพร้อมกัน ร่วมหลงในเส้นทางไปด้วยกัน หวาดระแวงซึ่งกันและกัน ต่างเป็นศัตรูและมิตรภาพ ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มถลำลึกมากขึ้น มิตรภาพแปรเปลี่ยนเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เราต่างค้นพบความสงบใจในตัวอีกฝ่าย ค้นพบรสชาติของรสจูบ ค้นพบว่าเมื่อเราบอกรักกัน คำว่าศัตรูก็มลายหายสิ้น แต่ว่าเมื่อถึงที่สุด เราก็ต้องจากกัน หันหลังให้กับช่วงเวลาที่หายไปจากกองทัพ ข้ออ้างที่คิดขึ้นมาเพื่อฝังกลบความลับของเรา จนกระทั่งสงครามจบลง กระทั่งสายตาของเราสองคนประสานกันอีกครั้งเหมือนในครั้งนั้น ซากปรักหักพังถูกแทนที่ด้วยฝูงชน

 

และเมื่อเราสูบบุหรี่ สนทนาถึงเรื่องของเรา ร่วมกันในห้องนี้ สำเนียงอังกฤษและสำเนียงเยอรมันก็ไม่ได้แปลว่าศัตรูอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The Assignment

 

 

 

ผมอ่านเรื่องราวของนายทหารหลายคนภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ความฝันความหวังความรักผ่านตาไปเหมือนกับการเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ บ้างสมหวัง บ้างผิดหวัง และผมก็เริ่มที่จะเบื่อหน่ายกับเรื่องพวกนี้ซะแล้ว

 

การบ้านเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ผมไม่สนใจจะทำ ไม่อยากทำ แต่ผมก็ต้องทำ และเหตุผลสำคัญก็ไม่ใช่เพราะตัวอักษรเอที่ผมอาจจะได้รับจากอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพราะ-

 

 

 

 

 

คุณมีข้อความใหม่

 

 

 

 

ทอมมี่เลื่อนสัญลักษณ์บนจอสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้อความปรากฏขึ้น:

 

 

 

 

 

 

 

5.16 PM

ทำการบ้านแล้วรึยัง? คืนนี้ฉันขอลอกนะ เจอกัน

A.

 

 

 

 

 

 

 

ผมเกลียดการบ้านและอเล็กซ์ แต่ผมก็ชอบตัวอักษรเอสีแดงบนแผ่นกระดาษ รักตัวอักษรเอบนหน้าจอโทรศัพท์ เกลียดตัวเองที่ชอบทำตัวเป็นเบ๊ ชอบตัวเองเวลาได้พูดคุยกับคนคนนั้น ทั้งรักทั้งเกลียดทั้งชื่นชอบทั้งรอคอย-รอคอยให้ถึงคืนนี้แทบไม่ไหว

 

 

 

 

 

 

ทอมมี่เริ่มพิมพ์ตัวอักษรยาวเป็นพรืดอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, nolan & cillian) : interesting facts about christopher nolan

title : interesting facts about christopher nolan

genre : RPF

rating – G

relationship : christopher nolan & cillian murphy

note : you should google urself

 

 

 

 

 

 

 

 

– christopher nolan says he loves your eyes.

– that’s very nice of him,

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีหลายต่อหลายครั้งที่เขาคิดว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้กำกับคนนี้จริงๆ

 

 

แน่นอนว่าคำว่ารู้จักแบบนั้นน่ะ-ใช่-พวกเขารู้จักกัน พวกเขาทำงานร่วมกันมานานแสนนานจนความรู้สึกขัดเขินได้จากไปนานมากแล้ว แต่ถึงแบบนั้นเขาก็จำได้ดีถึงนาทีแรกที่ได้พบกับผู้กำกับที่ใครต่อใครก็ต่างเตือนเขาว่า ไม่ควรไปต่อล้อต่อเถียงด้วย คริสโตเฟอร์ โนแลนคนนั้นที่ไม่ว่าใครต่อใครก็ต่างขยาด หวาดกลัว และเคารพในศักยภาพการทำงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ผู้กำกับฝีมือดีที่เลือกเขามารับบทแบทแมน เขายังจดจำได้ดีถึงนาทีแรกของพวกเขา เขาทั้งเหนื่อยทั้งเบื่อกับการพยายามบอกให้ใครก็ตามในห้องนั้นเชื่อว่าเขาน่ะไม่เหมาะกับบทของอัศวินแห่งรัตติกาลเลยสักนิด แน่นอนว่ามันไม่เป็นผล คริสคะยั้นคะยอให้เขาลองเปลี่ยนชุดเป็นแบทแมน-ซึ่งหลวมเกินไปสำหรับรูปร่างของเขา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นบรูซ เวยน์-ซึ่งในตอนที่เขามองกระจกเขาต้องกัดกระพุ้งแก้มไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา และให้เทสหน้ากล้อง-ซึ่งเขาก็ได้แต่แสดงไปตามบทอย่างเนือยๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้กำกับที่ในตอนนั้นเขาเริ่มรู้สึกกลัวน้อยลงและเริ่มคิดมากขึ้นว่า ไอ้หมอนี่เพี้ยนแน่ๆ-ก็พยายามบันทึกภาพของเขาในชุดหนังหลวมโพรกนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ เพี้ยนแน่ๆ-เขาคิดในขณะที่หน้ากล้องเขยิบเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขามากขึ้นทุกทีๆ คริสโตเฟอร์โนแลนผู้กำกับแห่งยุคกะผีน่ะสิ ขบวนความคิดของเขาวิ่งเร็วยิ่งกว่ารถไฟ และริมฝีปากของเขาก็คันยิกๆอยากจะพูดออกไปว่า คุณผู้กำกับครับ คุณเพี้ยนรึเปล่า? นี่มันแค่เทสหน้ากล้องนะเว้ย

 

 

 

 

 

มันไม่น่าแปลกใจที่เขาไม่ได้รับบทของแบทแมน แต่มันไม่จบแค่นั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิลเลียนกดปุ่มสีเขียวบนแป้นโทรศัพท์ รับสายเรียกเข้าที่เบอร์โทรดูไม่คุ้นตาเลยสักนิดเดียว

 

“ฮัลโหล?”

 

ปลายสายเงียบไปเหมือนเตรียมตัวจะพูดอะไรที่สำคัญ-ซึ่งในเวลาต่อมามันก็สำคัญจริงๆ

 

 

 

 

“สนใจมารับบทอื่นในหนังของผมมั้ย?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และบทอื่นที่คริสเสนอนั้น-ในตอนแรกมันเป็นเพียงบทตัวร้ายที่ควรจะจบลงในหนังเพียงแค่ภาคเดียว ตัวร้ายสติหลุดที่เขาพยายามเล่นออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวร้ายที่ควรจะเด่นน้อยกว่าตัวละครหลักอย่างแบทแมน แต่ดูเหมือนทุกครั้งที่ถ่ายฉากของเขา คริสจะดูตั้งอกตั้งใจมากเกินไป การถ่ายโคลสอัพดวงตาของเขาและเทคแล้วเทคเล่าของการใส่และถอดแว่น น่ารำคาญเป็นบ้า เขาคิดซ้ำๆเสมอๆในระหว่างการถ่ายหนังเรื่องนั้น เขาเคยคิดจะถามหาเหตุผล แต่บางสิ่งบางอย่างทำให้เขาไม่กล้าถามออกไป และหลังจากนั้น-หลังจากที่เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากการพักร้อนและกลับไปรับบทแสดงในหนังที่มีผู้กำกับที่เพี้ยนน้อยกว่าคริส รับบทเป็นคนร้ายที่ไม่ต้องสวมและถอดแว่นเป็นสิบๆเทค รับบทเป็นหญิงข้ามเพศ จนกระทั่งผ่านไปสามปีเต็มๆที่เขาคิดว่าชาตินี้คงไม่ต้องกลับไปเจอกับผู้กำกับสุดเพี้ยนคนนั้นอีกแล้ว แต่แล้วคืนหนึ่ง โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮัลโหล…” นักแสดงปรือตาอย่างง่วงงุน พยายามนึกให้ออกว่ากำลังฝันอยู่รึเปล่า

 

เสียงของคนเพี้ยนคนนั้นดังขึ้นในสายอีกครั้ง

 

 

“ผมอยากให้คุณกลับมารับบทในหนังของผม”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นเขาก็ต้องรับบทตัวร้ายนั้นเรื่อยมาจนจบไตรภาค นอกจากนั้นยังต้องรับบทตัวประกอบในหนังอีกเรื่องที่คริสย้ำนักย้ำหนาว่าต้องเป็นเขาเท่านั้นที่รับบทนี้ ทำอย่างกับคนอื่นๆมาแสดงบทนี้ไม่ได้งั้นแหละ แค่การรับบทเป็น คุณชาย-รวย-มีปมเรื่องพ่อ-พูดไม่ถึงสิบประโยค มันต้องเป็นเขาเท่านั้นหรือไงกัน? และนอกจากการดึงตัวเขาให้ไปรับบทที่ไม่สำคัญในหนังหลายต่อหลายเรื่องของเจ้าตัว โทรศัพท์ของเขาก็ดังถี่มากขึ้นทุกคืน กลายมาเป็นกิจวัตรที่ผู้กำกับจะโทรหาเขา เล่าไอเดียหนังเรื่องต่อไปที่อาจจะทั้งเกิดและไม่เกิดบนแผ่นฟิล์ม เขาก็ได้แต่เออออไปอย่างรู้หน้าที่ เคยคิดอยู่หลายครั้งว่าเขาน่าจะแค่กดตัดสายไป คิดอยู่อย่างนั้นทุกวันที่ตาของเขาใกล้จะปิด ต้องนอนน้อยทุกสุดสัปดาห์ แต่ในส่วนที่แย่ที่สุดไม่ใช่ขอบตาคล้ำๆและอาการข้างเคียงของการนอนไม่พอ

 

 

 

 

ส่วนที่แย่ที่สุดคือ เขาเริ่มชอบฟังคริสพูด

 

 

 

เขาเริ่มคล้อยตามโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มชอบฟังผู้กำกับคนที่เขาเริ่มแอบชื่นชมอยู่ลึกๆ ใช่-เขาคิดอยู่ตลอดนั่นแหละว่าคริสน่ะเพี้ยน บ้าๆบอๆ แต่เขาก็ชอบในตัวคริส ผู้กำกับคนนี้ไม่เคยตำหนิเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว การร่วมแสดงในหนังของอีกฝ่ายทำให้ชื่อเสียงของเขาเพิ่มมากขึ้น เพราะงั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาไม่มีวันกดตัดสายของคริส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาล่วงเลยจนกระทั่งนี่เป็นหนังเรื่องที่หกเข้าไปแล้วที่เขาต้องร่วมแสดงโดยมีอีกฝ่ายเป็นผู้กำกับ

 

คิลเลียนเทชาจากกระติกลงในแก้วกระดาษ จิบชาเย็นชืด บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเขารู้สึกยังไง กองถ่ายกำลังพักเที่ยง และเขาไม่หิวสักนิด คิดได้เพียงแค่ โอ้พระเจ้าคิลเลียน นายแสดงในหนังของเขามาหกเรื่องเข้าไปแล้ว แต่นายยังไม่เคยรู้จักผู้กำกับของตัวเองเลยจริงๆ เป็นไปได้ยังไวะ? เสียงของเด็กๆที่ในคราวที่แล้ววิ่งเล่นไล่จับกันตามรถเทรลเลอร์และวิ่งหลบระเบิดปลอมบนชายหาดพูดคุยกันอย่างสงบเสงี่ยม บางที-บางทีคริสอาจจะแค่ชอบที่จะแวดล้อมไปด้วยนักแสดงที่ตนเองคุ้นเคย รึเปล่า?

 

 

 

นักแสดงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมา กดเข้าหน้าเว็บที่มีสีสันเรียบง่ายที่สุดในบรรดาเว็บไซด์ทั้งหมด

 

 

ในช่องค้นหา ตัวอักษรถูกพิมพ์ลงไปว่า: คริสโตเฟอร์ โนแลน

 

 

 

 

ผลลัพธ์การค้นหาจำนวนมาก รูปถ่ายมากมาย ใบหน้าของเจ้าของชื่อในท่าทีสุขุมเคร่งขรึมต่างจากตัวจริงที่เขารู้จักลิบลับ บทความกล่าวชื่นชม ผู้กำกับแห่งยุค เลขคะแนน ชื่อรางวัล รายชื่อผลงาน รูปของดาราซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเขา คอลัมน์บันเทิงและภาพยนตร์ ประวัติส่วนตัวโดยสังเขปบนสารานุกรมโลกออนไลน์ และ-

 

 

 

 

 

เรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าเว็บของหัวข้อเรื่องปรากฏขึ้นบนจอสี่เหลื่ยมพื้นผ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อที่หนึ่ง: คริสโตเฟอร์ โนแลน ชอบดื่มชามาก ชอบมากจนกระทั่งพกชาไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นั่นอะไรน่ะ?”

 

“หืม? อะไรเหรอครับ?”

 

คิลเลียนกลอกตา เห็นอยู่ชัดๆว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทของผู้กำกับ อะไรบางอย่างที่แวววาว เขาสังเกตเห็นมันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เคยคิดว่าอาจจะเป็นอุปกรณ์บางอย่างของคริสที่เขาไม่รู้จัก แต่แล้วผู้กำกับกลับตอบคำถามของเขาด้วยการล้วงมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

 

 

 

มันเป็นกระติกน้ำร้อนใบเล็กๆ และนั่นทำให้เขางงงวยได้พอสมควร

 

“ชาน่ะครับ” ผู้กำกับยิ้ม “ดื่มด้วยกันมั้ย?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อที่สอง: คริสโตเฟอร์ โนแลน ชอบที่จะอยู่ใกล้กับบทภาพยนตร์ของเขา

 

 

 

 

 

 

“ขอผมอ่านคนเดียวเงียบๆได้มั้ย?”

 

ผู้กำกับนั่งลงข้างๆนักแสดงที่กำลังทบทวนบท มือเรียวขยับแว่นให้เข้าที่ พยายามทำความเข้าใจบท เขาต้องเป็นทหารที่ตื่นตระหนกเพราะสงคราม สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง เป็นบทที่ถ้าหากแสดงไม่เข้าถึงบทบาทล่ะก็-แม้แต่คริสก็คริสเถอะ-เขาต้องโดนตำหนิแน่ๆ เพราะงั้นเขาถึงต้องการเวลาเงียบๆเป็นส่วนตัวแค่สองสามนาที แต่ผู้กำกับกลับกำลังขโมยมันไปจากเขา

 

 

“มีอะไรตรงไหนไม่เข้าใจมั้ย? คิลเลียน…” นักแสดงนึกสงสัย ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พวกเขาเรียกชื่อต้นของอีกฝ่ายได้อย่างสบายใจแบบนี้ และถ้าหากความสนิทสนมทำให้เขาไม่มีเวลาอ่านบทล่ะก็- 

 

 

“คริส คุณช่วยเงียบๆได้มั้ย? ขอบคุณ”

 

 

 

 

ถึงเขาจะพูดออกไปแบบนั้น เขาก็สลัดคริสไม่หลุด ตลอดเวลาการถ่ายทำเสียด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิลเลียนจิบชาในแก้วทรงกรวยจนหมด-ปาภาชนะกระดาษที่หมดประโยชน์ลงถังขยะใกล้ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อที่สาม: คริสโตเฟอร์ โนแลน ชอบใส่เสื้อผ้าเดิมๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

กลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มทำให้เขาจดจำคริสได้มากกว่าสิ่งอื่น มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเดินเข้ามาใกล้ และแขนเสื้อสีเข้มของเสื้อโค้ทที่ดูคุ้นตาก็จะสัมผัสลงบนแขนของเขา คำพูดข้างหูที่จะคอยกำชับให้เขาระวังตัวตอนอยู่บนเรือบด คำแนะนำให้เขาระมัดระวังเมื่อเข้าฉากที่เจ้าตัวเห็นว่ามันอันตราย แขนเสื้อสีเข้มนั้นดูเหมือนเดิมและคอยย้ำเตือนอยู่เสมอ

 

 

 

 

 

 

 

(เดี๋ยวนะ ทำไมเขาถึงนึกออกแต่เรื่องพวกนี้?)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อที่สี่-ห้า-หก

 

 

ผู้กำกับตั้งอกตั้งใจทำงาน ถ่ายหนังของตนเหมือนกับมันจะเป็นเรื่องสุดท้าย ชอบพิมพ์บทภาพยนตร์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆของพ่อ ไม่มีอีเมล ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเบอร์โทรติดต่อ

 

 

 

 

 

(แล้วเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่ในรายชื่อสายเรียกเข้าของเขาคือเบอร์ของใครกันล่ะ?)

 

 

 

 

 

นักแสดงเลื่อนหน้าเว็บจนมาบรรจบกับความจริงข้อสุดท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อที่เจ็ด: คริสโตเฟอร์ โนแลน หลงใหลในดวงตาของคิลเลียน เมอร์ฟี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“คุณคิลเลียนครับ…” เด็กหนุ่มผมสีเข้มเดินเข้ามาหา ท่าทางขี้อายน้อยลง คงเป็นเพราะติดเพื่อนที่เป็นนักร้องชื่อดังคนนั้นมากเกินไปสินะ ท่าทางดูมั่นอกมั่นใจ ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิม เขายังไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้อายุเท่าไหร่หรือเกิดวันเดือนปีอะไรกันแน่ “ถึงเวลาเข้าฉากแล้วครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงไฟ กล้อง และผู้กำกับที่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังเลนส์

 

 

 

 

 

 

หลายต่อหลายครั้งที่เขาคิดว่าเขาไม่รู้จักผู้กำกับของเขา มันอาจจะเป็นเพราะเขาไม่เคยรู้จักตัวเองเลยต่างหาก

 

 

 

 

 

 

 

คำพูดมากมายที่ดูจะไร้เหตุผล บทสนทนาผ่านทางโทรศัพท์นับสิบปี คำให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับเรื่องดวงตาของเขาที่เขาเคยนั่งหัวเราะตอนอ่าน น้ำชาในกระติกที่พวกเขาแบ่งกันดื่ม บทแสดงมากมายที่ถูกมอบให้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คิลเลียนมองนักแสดงอีกคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เขาเคยคิดว่าลีโอคงเป็นตัวเลือกของผู้กำกับเพียงเพราะอีกฝ่ายมีความสามารถ แต่พอมองดีๆ ผมที่หวีในทรงแบบเดียวกับผู้กำกับ เสื้อผ้าที่ถอดแบบมาแม้ว่าจะไม่เหมือนไปหมดเลยซะทีเดียว คำพูดของคริสที่เขาเคยได้ยินครั้งหนึ่งก็ดังขึ้นมาในความคิดของเขา ทุกอย่างในหนังของผมล้วนมีเหตุผล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โจเซฟ…” ลีโอพูดชื่อตัวละครของนักแสดงอีกคน “คุณจะว่ายังไง?”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และเมื่อแสงไฟส่องมาที่เขา เมื่อผู้กำกับจงใจถ่ายตรงมายังใบหน้าของเขา เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องเอ่ยประโยคนั้นออกมาดังๆ เขาจึงไม่ลังเล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผมก็รักคุณ” คิลเลียนพูด

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, nolan & cillian) : lingeringly

title : lingeringly

genre : RPF

rating – (kind of) R

relationship : christopher nolan & cillian murphy

note : pls don’t kill me

 

 

 

 

 

 

 

 

“He has the most extraordinary eyes, and I kept trying to invent excuses for him to take his glasses off in close-ups.” 

– Christopher Nolan

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่คนคนนั้นจะยกหูโทรศัพท์โทรหาเขาในตอนกลางดึก

 

 

ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา เขาพบว่าการทำงานกับผู้กำกับคนนี้ไม่ได้แย่มากนัก ไม่แย่เท่าที่คนอื่นๆคาดการณ์ไว้ว่า-การทำงานกับคนที่เข้าข่ายอัจฉริยะนั้นลำบากและน่าเบื่อหน่าย-แน่นอนว่าคริสน่ะ มีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัว แต่ใช่ว่าเขาจะยอมพูดความจริงข้อนี้ออกมาต่อหน้าเจ้าตัวหรอกนะ พวกเขาเลือกที่จะพูดในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น และบางทีการทำงานแบบนี้-ถ้าให้ยอมรับจริงๆล่ะก็-น่ารำคาญไม่ใช่น้อย

 

ลืมเรื่องการทักทายแบบปุถุชนธรรมดาไปได้เลย มีหลายครั้งที่เขาไปถึงกองถ่ายแต่เช้าตรู่ ในมือมีแก้วกาแฟจากซุ้มอาหารของทุกคนในกอง ยืนคิดคำทักทายเหมาะๆที่ว่า เฮ้ คริส หลับสบายมั้ย? เป็นไงบ้าง? หรืออาจจะเป็น สวัสดีครับคุณผู้กำกับ เช้านี้อยากให้ผมรับบทอะไร? แต่แน่นอนว่าไอ้คำพูดติดตลกพวกนี้ไม่เคยหลุดลอดออกมาให้คนคนนั้นฟังหรอก

 

คริสโตเฟอร์ โนแลนจะเดินเข้ามาในกอง พูดคำแรกที่ไม่ใช่คำว่าสวัสดีทุกคน เช่น วันนี้เราจะถ่ายฉาก(…)ก่อน หรือ ไปเอากาแฟกับบทมา เรามีงานต้องทำ ฟันเฟืองในหัวสมองของผู้กำกับคนนี้ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว ไม่จนกว่าผลงานชิ้นโบว์แดงลำดับที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ จะสำเร็จลุล่วงและติดอยู่ที่ปลายลิ้นของนักวิจารณ์ทุกคน

 

 

 

รางวัลนับไม่ถ้วน เม็ดเงินมหาศาล กับคำพูดเพียงไม่กี่คำ

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง และคิลเลี่ยนก็ได้แต่กลอกตาอย่างติดรำคาญ มือหมุนพวงมาลัยลัดเลี้ยวไปตามถนนยามค่ำคืน มันไม่แปลกนักหรอกที่ว่าคริสจะโทรเรียกตัวเขากลางดึก แต่เอาเข้าจริงมันก็แปลก เขาเคยถามทอม คงต้องวงเล็บนามสกุลไว้เพื่อเห็นแก่ทอม สมัยนี้ดาราชื่อดังชื่อทอมกันเป็นโหล ทอม-วงเล็บ-ฮาร์ดี้ เขาเคยถามทอมในเช้าวันถัดมาหลังจากคุยโทรศัพท์กับคริสไปเกือบสามชั่วโมงกลางดึก จนฟ้าใกล้สางนั่นแหละคริสถึงปล่อยให้เขาหลับอย่างสงบสุขได้ เขาถามทอมว่าคริสเคยโทรไปหาบ้างมั้ย? ปรากฏว่าไม่ ไม่มีใครได้รับโทรศัพท์สายตรงจากคริส นอกจากเขา

 

 

 

 

 

 

 

‘คุณคิดว่าไง? ผมฝัน…’

 

คนฟังกลอกตาจนน่ากลัวว่านัยน์ตาสีใสนั้นจะไม่กลับออกมาจากเบ้าตาอีก ทั้งง่วงทั้งเหนื่อยแต่ก็พยายามตอบอย่างกระตือรือร้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ‘ทุกคนหลับแล้วก็ฝันทั้งนั้น คริส’ นาฬิกาแผดร้องอย่างเงียบเชียบบนหน้าปัด ตีสี่เข้าไปแล้ว เขาสงสัยนักว่าอีกฝ่ายคิดจะหลับบ้างมั้ย ‘ไม่เห็นน่าแปลก…’

 

‘ผมฝันว่าผมฝัน’ เสียงพูดนั้นฟังดูเหมือนกับคนพูดพูดในตอนเช้าตรู่ ครบถ้วนและชัดเจน ต่างจากเสียงของเขาที่ใกล้จะหลับลงเต็มที ‘นั่นน่าแปลกพอมั้ย?’

 

‘แล้วคุณจะทำยังไงกับมันล่ะ? คริส’ เขาตัดสินใจว่าไม่ว่าเขาจะพลาดบทสำคัญในหนังของอีกฝ่าย ไม่ว่าเขาจะพลาดเงินนับล้าน แต่มันก็ไม่สำคัญ เขากำลังจะหลับแล้ว เพราะงั้น- ‘ไว้เราค่อยคุยกันตอนเช้าได้มั้ย? ผม-’

 

‘แน่นอนๆ’ เสียงพูดของผู้กำกับที่ปลายสายนั้นอ่อนลงจนเขาอดรู้สึกผิดไม่ได้ เป็นคริสไม่ใช่หรือที่ทำให้เขาแจ้งเกิด เป็นคริสตลอดมาที่หยิบยื่นบทดีๆให้แก่เขา และไม่เคยแม้แต่จะตำหนิเขาในกองถ่าย ไม่เลยสักครั้ง ‘ราตรีสวัสดิ์-’

 

 

‘เดี๋ยวก่อน’ เสียงงัวเงียหลุดออกจากปาก ‘ถ้าคุณจะสร้างเรื่องความฝันของคุณ อย่าลืมผมซะล่ะ’

 

 

ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ คนฟังกังวลเล็กน้อยว่าตนนั้นเสนอตัวมากเกินไปรึเปล่า

 

 

 

 

‘แน่นอน ผมไม่ลืมคุณหรอก’

 

เสียงพูดของประโยคนั้นที่ดังออกมาจากปากผู้กำกับทำให้เขาแทบจะเห็นรอยยิ้มในน้ำเสียงแบบนั้นได้

 

 

ก่อนที่สายจะตัดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงไฟจากหน้ารถสาดเข้ากับประตูโรงถ่าย หมายเลข 59 ชายหนุ่มมองไปรอบๆหาวี่แววของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่พบ มีเพียงแสงไฟเรื่อเรืองออกมาจากประตูโรงถ่ายที่เปิดแง้มไว้เพียงเท่านั้น

 

 

คิลเลี่ยนดับเครื่อง ก้าวลงจากรถด้วยความสงสัย ความคิดของเขาคือ ไอ้หมอนี่บ้าแน่ๆ และบางทีคริสอาจจะบ้ามาตลอด และยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจจะเป็นคนที่บ้ากว่าที่เชื่อฟังทุกๆคำพูดของคนบ้าคนนี้ ทุกคนอาจจะบ้ากันไปหมดที่หลงใหลได้ปลื้มไปกับคนบ้าแบบนี้ มีใครที่ไหนจะคุยโทรศัพท์กับนักแสดงของตัวเองหลายต่อหลายครั้งด้วยเรื่องไร้สาระ มีใครที่ไหนจะพยายามยัดเยียดบทแสดงที่ไม่ว่าใครก็มาแสดงได้ให้กับใครคนใดคนหนึ่งซึ่งก็คือเขาเท่านั้น มีใครที่ไหนจะทำแบบนี้

 

 

แสงสีเหลืองปรากฏตรงหน้า มันเป็นแสงจากโคมไฟรุ่นเก่านั่นเอง และตอนนี้ในโรงถ่ายก็ดูเหมือนเพิ่งถ่ายหนังยุคเก่าจบลงไปหยกๆ เพราะข้าวของเครื่องใช้และเครื่องเรือนเก่าแก่นั้นวางระเกะระกะไม่ได้แยกประเภทและไม่ลงตัวกันสักนิด เฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนวางปนกับเครื่องครัว โต๊ะเครื่องแป้งและอ่างอาบน้ำ ตู้เสื้อผ้าเปิดแง้มเต็มไปด้วยเสื้อผ้าผู้หญิง ผืนพรมปูอยู่ไปทั่ว ตลกดีที่คริสนัดเขามาเจอกันในโรงถ่ายนี้

 

ผู้กำกับโผล่ออกมาจากหลังตู้เสื้อผ้า มือถือผ้าคลุมไหล่สีมุก “คุณคิดว่าไง?”

 

คิลเลี่ยนกอดอก ก่อนเริ่มพูด “คริส นี่มันตีหนึ่งแล้วนะ คุณทำบ้าอะไร?”

 

“ผมต้องรอให้พวกเขาไปกันให้หมดก่อน…” ผู้กำกับเดินเข้ามาใกล้ มือชูผ้าข้างๆใบหน้าของนักแสดง “สีนี้…ไม่”

 

นักแสดงขมวดคิ้ว งงงวยกับอาการไม่ใส่ใจของอีกฝ่าย ตามองผู้กำกับที่วิ่งกลับไปที่ตู้เสื้อผ้า รื้อค้นผ้าผืนแล้วผืนเล่าออกมา เนื้อผ้าสีสวยมากมายร่วงหล่นลงบนพื้นพรมลายละเอียด ท่าทางว่ากองถ่ายหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ คงจะทุ่มเงินไปกับฉากและเครื่องแต่งกายพอสมควร “คุณทำอะไรน่ะ?”

 

ชายหนุ่มเดินเข้าใกล้ผู้กำกับ พยายามไม่เหยียบผืนผ้าพวกนั้น ก้มลงเก็บผ้าที่เขาพบว่ามันคือเสื้อผ้ายั่วยวนประเภทหนึ่ง ประเภทที่หญิงสาวในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใส่เพื่อรอสามีสุดที่รักกลับมาบนเตียง “คุณหาชุดไหนน่ะ? จะทำอะไร?”

 

มือของผู้กำกับชูผ้าซาตินสีพีชผืนหนึ่งขึ้น “นี่ไง…” ก่อนที่มือของผู้กำกับจะยื่นผ้าผืนนั้นมาให้เขา “คุณใส่ซะ”

 

เกิดความเงียบขึ้นระหว่างพวกเขา แต่ในสมองของเขามีแต่ ไอ้หมอนี่เอาจริงเหรอ? เขาต้องมาแต่งหญิงตอนตีหนึ่งกว่าๆเพื่อคนคนนี้อย่างงั้นเหรอ? แกบ้ารึเปล่า? คริส คุณบ้ารึเปล่านะ?

 

และเป็นครั้งแรก-นับตั้งแต่เขารู้จักกับชายคนนี้ นับตั้งแต่เขาทำงานให้กับชายคนนี้-ที่เขายอมให้ความคิดของเขาหลุดออกมาเป็นเสียง

 

“คุณบ้ารึเปล่า?”

 

 

ใบหน้าของคนฟังคำถามไม่ไหวติง ไม่แม้แต่จะส่อแววโกรธหรือสงสัย “ใส่ซะ…”

 

 

 

 

 

คิลเลี่ยนรับผืนผ้านั้นมา มองสีหน้าเอาจริงเอาจังของผู้กำกับ กลอกตา ถอนหายใจ ก่อนตัดสินใจทำตัวเป็นมืออาชีพ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเขากับการแต่งหญิง เขาเคยรับบทหญิงสาวในร่างกายที่เป็นชาย กลเม็ดหลักก็คือต้องเชื่อก่อนว่าจริงๆแล้วเขานั้นคือผู้หญิง สวย-สาว-งามสะพรั่ง ทุกย่างก้าวเดิน ทุกคำพูด ทุกการกะพริบตาคือมีไว้ให้ชายคนใดคนหนึ่งที่ผ่านมามองลุ่มหลง เขาต้องฝึกใส่ส้นสูงเป็นเดือน ฝึกพูด ฝึกท่าทีเอียงอาย แต่นั่นมันก็นานมาแล้ว หรือว่าคริสได้ดูหนังเรื่องนั้นแล้วเกิดไอเดียบ้าๆอะไรขึ้นมาอีก

 

“ผมได้ดูหนังเรื่องนั้น” ราวกับอ่านใจเขาออก “ผมชอบตอนคุณแสดง ผู้ชมเข้าถึงมันได้ง่ายถ้าเป็นคุณ”

 

คำถามเกือบจะหลุดออกจากปากเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่-ไม่-เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายโกรธเขา บทนี้ต้องเป็นของเขา และในงานออสการ์ปีหน้า รางวัลต้องเป็นของเขากับคริส มันเป็นคำถามสั้นๆง่ายๆที่เขาสงสัยจากใจจริงไม่ใช่แค่อยากประลองฝีปาก แล้วคุณเข้าถึงมันรึเปล่า?

 

 

 

 

“ก็ได้…” คิลเลี่ยนรับเสื้อผ้านั้นมา สำรวจประเภทและนึกคิดนิสัยใจคอของหญิงสาวผู้สวมใส่ “คุณมีบทอะไรในใจมั้ย?”

 

 

 

และก็เหมือนเช่นเคย

 

 

“ไม่”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มในรูปโฉมใหม่นั่งอยู่หน้าบานกระจกสามด้าน วิกผมสีทองขดเป็นเกลียวถูกบรรจงสวมใส่ ดวงตาสีแก้วเหลือบมองผู้กำกับที่มองมาจากโซฟาที่วางไม่ห่างนัก คิลเลี่ยนตัดสินใจใช้เครื่องสำอางบนโต๊ะเครื่องแป้ง แต่งแต้มใบหน้าด้วยสีสัน แป้งสีเนื้อตบเบาๆลงบนใบหน้าให้เนียนเรียบ สีชมพูเพื่อพวงแก้มสีเรื่อเหมือนหญิงสาววัยแรกแย้ม ลิปสติกสีอ่อน มาสคาร่าปัดลงบนขนตางอนยาว ชายหนุ่มเม้มปากเพื่อให้ลิปสติกถูกันทั่วริมฝีปาก

 

“แต่งเสร็จรึยัง?”

 

“ยัง…” ชายหนุ่มปัดมาสคาร่าอีกรอบ ก่อนจะหันไปมองผู้กำกับด้วยท่าทีที่จงใจมากที่สุด “ทีนี้ คุณคิดว่าไง?”

 

 

ภาพที่เห็นและประโยคคำถามที่ผู้กำกับได้ฟังนั้นคือภาพและเสียงของสาวสวยคนหนึ่ง คิลเลี่ยนได้จากไปชั่วคราวเสียแล้ว เหลือเพียงแต่-

 

 

 

“สวัสดี ฉันชื่อ คิตตี้…” เสียงอ่อนหวานลากยาว นุ่มนวลไม่ต่างจากเนื้อผ้าซาตินที่ห่อหุ่มร่างกายอยู่ “คุณชอบฉันมั้ย?”

 

แต่ทว่าสีหน้าของผู้กำกับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เขาจำได้ว่าเนล ผู้กำกับของหนังเรื่องนั้นอ้าปากค้างเลยทีเดียวตอนเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าและเริ่มสวมบทบาทเป็นคิตตี้ แต่ดูเหมือนมาตรฐานของคริสจะสูงกว่านั้น

 

คิลเลี่ยนประหม่าเล็กน้อย เขาไม่แน่ใจว่าควรรับมือยังไง และทำอย่างไรคริสถึงจะตัดสินใจว่า นี่แหละ ใช่เลย

 

“ถ้าคุณไม่บอกผม ผมก็ไม่รู้จะแสดงยังไงนะ คริส” ชายหนุ่มขอตัวช่วยอ้อมๆ “บอกมาเถอะ ผมน่ะ-”

 

ยังไม่ทันจะจบประโยคขอร้อง คำตอบก็แทรกขึ้น

 

“แสดงให้เหมือนกับว่าคุณกำลังตกหลุมรัก”

 

 

 

 

 

 

 

กำลังตกหลุมรักงั้นเหรอ? ความคิดของเขาคือ ความรัก มันง่ายที่จะแสดงว่ากำลังรัก แต่ยากเหลือเกินที่จะทำให้ผู้ชมเชื่อในความรักนั้น และในตอนนี้ เขามีผู้ชมเพียงคนเดียวที่เขาจะต้องทำให้เชื่อ

 

“คุณ…” นิ้วเรียวชี้หน้าของผู้กำกับ “แสดงเป็นคนรักของผม ตกลงมั้ย?”

 

ผู้กำกับพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะพยักเพยิดให้เขาเริ่มแสดง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉากแรก องก์แรก

 

เขาคือหญิงสาว โบยบินในยามราตรี หลับนอนในตอนกลางวัน พร่ำเพ้อถึงชายหนุ่มผู้เป็นที่รักให้กลับมาหาความอบอุ่นบนเตียงนอนและจากตัวเขา “ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน…” คิตตี้เฝ้าอ้อนวอนในใจ สีหน้าสลดสะท้อนกับกระจกบนโต๊ะเครื่องแป้ง เงาของร่างกายในชุดนอนเกือบเปลือยวูบไหวในห้องพัก

 

ผู้กำกับมองบทเคลื่อนไหวและเสียงพูดอ่อนหวานนั้น แทบจะมองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งได้ในทันที

 

นิ้วมือเรียวนับเม็ดไข่มุกบนสายสร้อยยาว สวมใส่และถอดออก นิ้วมือมีชีวิตชีวากับแหวนทอง ดอมดมดอกไม้ในแจกัน ล้มตัวลงนอนบนเตียงนอนด้วยความเหงาหงอยที่กัดกิน

 

“เอาล่ะ” คริสพูดขึ้น “ลองแสดงกับผมอย่างที่คุณว่า ด้นสด-”

 

 

คิตตี้แย้มยิ้มก่อนเดินเข้ามาใกล้ผู้กำกับอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นดอกไม้โชยมา ชายกระโปรงพริ้วไหวราวกับคนแสดงสั่งให้มันเป็นเช่นนั้นได้ ไข่มุกไหลออกจากเรียวมือขาว ก่อนที่แขนของหญิงสาวจะโอบล้อมลำคอผู้กำกับ เสียงกระซิบเบาๆดังข้างหู “กลับมาแล้วหรือคะ? ที่รัก” ริมฝีปากอุ่นแนบเข้ากับแก้มของผู้กำกับก่อนผละออก ดวงตาสีฟ้าใสขยิบให้ “ให้ฉันรอเสียนาน…”

 

ผู้กำกับเล่นไปตามน้ำ “แต่ผมก็กลับมาแล้ว” ยิ้มออกมานิดหน่อยกับท่าทีนางพญาในตัวชายหนุ่ม “คิดถึงผมมั้ย?”

 

“โอ้แน่นอนสิคะ ที่รัก” คิตตี้หลุบตาลงต่ำก่อนช้อนมองอย่างมีนัยยะ “ฉันคิดถึงคุณ…”

 

เป็นใครไม่แน่ชัด แต่ริมฝีปากของพวกเขาสัมผัสกัน หัวใจทั้งคู่ร้อนรุ่มราวกับความรักตั้งวางอยู่ตรงนั้นจริงๆ ราวกับว่ามีความรักอยู่ในฉากนั้นจริงๆ และแน่นอนว่า เหมือนฉากทั้งหมดหายออกไป พวกเขาคือคู่รักที่ห่างกันก่อนจะกลับมาพบกัน หญิงสาวเปลี่ยวเหงาเดียวดาย ปรารถนาความอบอุ่นจากร่างกายของชายผู้เป็นที่รัก ต้นขาบดเบียดกัน มือของฝ่ายชายละลาบละล้วงไปตามเรียวขา ไล่เรื่อยขึ้นไปจนถึงใต้ร่มผ้า หญิงสาวครางออกมาเบาๆ อิ่มเอมไปกับรสสัมผัสที่ตนโหยหา ก่อนจูบลงบนริมฝีปากของชายผู้เป็นที่รักอีกครั้ง

 

ในนาทีนั้น นักแสดงเชื่อจริงๆว่าเขาคือผู้หญิงในดวงใจของอีกฝ่าย แต่ว่า-

 

 

 

 

 

 

คิลเลี่ยนรีบถอนจูบออก หันหลังเดินออกห่าง

 

 

“ผม-ผม…” ชายหนุ่มในเสื้อผ้าผู้หญิงพูดไม่ออก เขาทำบ้าอะไรไป? เขาเชื่อได้อย่างไรว่าเขาคือผู้หญิง? มันเหมือนกับว่าคนคนนี้ทำให้เขาเชื่อในบทของตัวเองเสมอ เป็นคนอำมหิต เป็นคนบอบบาง เป็นหญิงสาว พวกเขาถึงขนาดจูบกัน ถ้าหาก-ถ้าหากมีใครรู้เรื่องนี้ “ผมไม่…”

 

“พรุ่งนี้…” คริสโตเฟอร์ โนแลนในสีหน้าท่าทางที่เป็นคริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่มีชายหนุ่มผู้เคลิบเคลิ้มหลงเหลืออยู่ “คุณมาเทสหน้ากล้องอีกรอบ ต่อหน้าทุกคน ตกลงมั้ย?”

 

 

คิลเลี่ยนมองหน้าผู้กำกับอย่างไม่เข้าใจ เขาได้บทนี้หรือนี่?

 

 

 

 

 

 

 

 

“เดี๋ยว-” ผู้กำกับหันหลังจะเดินออกจากโรงถ่าย แต่ถูกหยุดด้วยคำถามของนักแสดง “ผมต้องรับบทเป็นใคร?”

 

 

 

 

 

 

ผู้กำกับยิ้มน้อยๆ รสจูบยังตราตรึงอยู่บนริมฝีปากของเขา ดวงตานั้นยังคงเป็นของเขา และคืนนี้มันได้สะท้อนสีหน้าของเขาไว้มากกว่าครั้งไหนๆ และมันจะได้อยู่บนแผ่นฟิล์มของเขาตราบนานเท่านาน

 

 

 

 

 

 

บทถูกมอบให้ ท่ามกลางแสงสว่างจากขอบฟ้าที่ผ่านเข้ามาในโรงถ่าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นางเอก”

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN