(t’challa & helmut zemo)

this is my precious ship, ever

รวมเรื่องราวทั้งหมดของคู่นี้ ในจักรวาลที่เราเขียนให้เขารักกันค่ะ

 

 

 

when is a monster not a monster? oh, when you love it.

  • ให้ผมเลี้ยงเหล้าคุณแทนมั้ย?
  • rating – NC

 

 

drabble – special issue

  • จนกว่าจะได้เจอกันอีก คุณคนแปลกหน้า
  • rating – PG
  • hidden scenes of “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”

 

 

honeymoon (‘us against the world’)

  • จูบผมอีกทีสิ
  • rating – NC
  • sequel of “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”

 

 

drabble – mission report dec, 16

  • เรื่องของเรา
  • rating – NC
  • prequel of  “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”
  • hidden scenes of “honeymoon (‘us against the world’)”

 

 

night

  • ณ ที่นั่น งานเลี้ยงกำลังดำเนินอยู่
  • rating – NC
  • sequel of “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”

 

 

together

  • พวกเขาลืมหรือ?
  • rating – PG
  • hidden scene of “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”

 

 

sexual desire

  • มันต้องเริ่มจากที่ไหนสักแห่ง
  • rating – ?
  • hidden scene of “honeymoon (‘us against the world’)”

 

 

guilty pleasure

  • เขาปรารถนา
  • rating – NC
  • alternative universe of “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”

 

 

miss me?

  • คิดถึงผมมั้ย?
  • rating – NC
  • alternative universe of “when is a monster not a monster? oh, when you love it.”

 

 

 

 

(will be updated)

Advertisements

(fanfiction, t’challa / zemo) : miss me?

title: miss me?

fandom: black panther (2018) , mcu

relationship: t’challa / helmut zemo

a/n: It’s been forever, sorry to have kept you waiting.

 

 

 

 

 

#farewellheroweekly

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“คิดถึงผมมั้ย?”

 

 

 

องค์ราชาละสายตาจากทิวทัศน์ด้านนอก หันมองสายตานิ่งๆ คู่นั้น เขาเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม และหันกลับไปมองตึกราบ้านช่องประดับประดาด้วยสีสันสดใสและตัวอักษรภาษาเกาหลีเรืองรอง กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโชยมา “ไม่กินอะไรก่อนเหรอ?” ชายหนุ่มอีกคนในห้องถามอีกคำถาม ทิชัลล่าหลับตาลง ก่อนลืมตาขึ้นมองทิวทัศน์ของเมืองปูซาน และแล้วความคิดแบบเด็กๆ ก็กลับเข้ามาอีกครั้ง ความโกรธคุกรุ่นอยู่ในอก ในตอนนั้นที่มองใบหน้าของยูลิซีส คลอว์ มือของเขาที่พร้อมออกแรงบีบเพียงน้อยนิดและปลิดชีวิตคนในพริบตา แต่ก็ไม่ได้ทำ-ไม่ได้ทำ

 

 

 

 

“กินอะไรก่อนเถอะ ฝ่าบาท”

 

 

 

 

เฮลมุท ซีโม่ เปลี่ยนจากการตั้งคำถามเป็นการบอกคำสั่ง ชายหนุ่มแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย เส้นผมสีน้ำตาลทอง ดวงตากลมโตมองเขาอย่างใคร่รู้ สำเนียงโซโคเวียทุ้มนุ่ม ทิชัลล่าถอนหายใจก่อนเดินไปหยิบกล่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนโต๊ะข้างเตียง

 

 

 

 

“กินสิ ผมเคยได้ยินว่าบะหมี่ที่นี่อร่อยมาก…”

ทิชัลล่าคนเส้นบะหมี่ไปมา และวางมันกลับไปที่เดิม

 

 

 

 

 

 

 

“ทำไม? ไม่อยากกินเหรอ?”

“…ซีโม่”

“อยากกินอย่างอื่นมั้ย?”

“หยุด-”

“หรือจะให้ผมโทรสั่งอาหาร…”

“เฮลมุท!”

 

 

 

 

 

ทิชัลล่ามองสีหน้าตื่นตะหนกของซีโม่ ก่อนที่เขาจะหลบสีหน้านั้นด้วยการซบใบหน้าของตนเองลงบนฝ่ามือ มันมากเกินไปสำหรับทุกอย่าง เสด็จพ่อเพิ่งจากพวกเขาทั้งหมดไป ถึงจะรู้ว่าท่านพ่อไปสู่สุขคติ แต่ใจเขากลับไม่สงบ เขานึกถึงวินาทีนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นดินปืน ควันจากระเบิด รอยยิ้มแสยะของยูลิซีส คลอว์ เขาอยากทำลายทุกอย่าง เขาไม่ใช่คนดี ในวินาทีนั้น เขาคือคนบ้าเลือด ความคับแค้นไม่เคยจากไป และเขาแค่แกล้งทำเป็นลืม

 

หรือให้อภัย?

 

 

 

 

 

 

“ฝ่าบาท ท่าน…”

นิ้วมือขาวยื่นเข้ามาใกล้ใบหน้า ทิชัลล่ารีบถอยหลบ เดินตรงไปยังห้องน้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 
ใบหน้าของกษัตริย์ เงาบนกระจกดูแปลกตา ชายหนุ่มคนหนึ่ง แววตาสีนิล เลือดซึมตรงขมับ รอยถลอกเหนือริมฝีปาก ดูเหมือนใบหน้าของนักสู้ และในขณะเดียวกัน ใบหน้าของผู้แพ้ ยับเยิน ไม่กล้าพอ

 

 

 

 

“นี่…”

 

ทิชัลล่าสะดุ้ง สำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนแผล ซีโม่มองเขาด้วยสายตานิ่งๆ แบบนั้นอีกครั้ง “อย่าลืมสิว่าท่านยังเป็นมนุษย์” แตะลงบนบาดแผล ไม่สะทกสะท้านต่อรูปโฉมของเขาและความเป็นอยู่ของตัวเอง คอยดูแลกษัตริย์แห่งวาคานด้า และมองเขาแบบนั้น มอง ถาม สัมผัส เคียงข้าง ดั่งเงา

 

 

“ทำไมคุณยังไม่หนีไป?” องค์กษัตริย์ตั้งคำถาม

“เพราะคุณต้องการผม” นักโทษกล่าวตอบ

“คุณคิดบ้างมั้ย? ว่าสักวันหนึ่งคุณก็ต้องไป” ทิชัลล่าถามด้วยความสงสัย แต่หากใจไม่กล้าพอจะบอกให้อีกคนไปเลย ไม่เลย “คิดบ้างมั้ย? เฮลมุท บอกผมที” สำลีแตะลงบนแผล ชุ่มเลือด หล่นลงบนอ่างล้างหน้า และบนบานกระจกส่องหน้าบานร้าว ไฟนีออนเหนือศีรษะของเราทั้งคู่ ซีโม่ดูไม่ต่างจากชายหนุ่มริมหน้าผาคนนั้น

 

 

“ผมจะไป…” ซีโม่วางสำลีแผ่นสุดท้ายลงบนอ่างล้างหน้า เหลือบสายตาขึ้นมององค์ราชา “ก็ต่อเมื่อคุณต้องการเช่นนั้น ฝ่าบาท”

 

 

 

 

 

 

 

 

 
ดั่งน้ำมันสาดเข้ากองเพลิง ทิชัลล่าฉวยข้อมือของชายตัวเล็กกว่า กระชากชายหนุ่มออกมาจากห้องน้ำคับแคบนั้นและเหวี่ยงลงบนเตียงนอน ไม่สนใจคำพูดขอร้อง ไม่สนใจสีหน้าแววตา ซึมซับแค่กลิ่นและรสริมฝีปากของซีโม่ รสเหมือนกาแฟดำ เสียงร้องประท้วงอื้ออึง เสียงหอบหายใจประสานกัน

 

 

 

 

“ทำไมคุณไม่หนีไป!?”

 

องค์ราชาตะโกน ขณะพรมจูบลงบนแผ่นอกขาวซีด เสื้อเชิ้ตสีขาวกระดุมขาดร่วงลงข้างเตียง

 

“ฝ่าบาท…”

“ทำไม!? เฮลมุท”

 

“เพราะ…” ซีโม่พยายามควบคุมการหายใจของตัวเองให้เป็นปกติ “…เพราะคุณไม่ยอมให้ผมไป”

 

 

 

 

 

 

 
จบกันสำหรับคำถามและคำตอบ องค์ราชาไม่สนใจจะถามสิ่งใดอีก ทิชัลล่าก้มตัวลงจูบ มือลูบไล้ผิวกายขาวเจือแสงสีจากไฟนีออนที่ผ่านเข้ามา เสียงสายฝนโปรยปรายด้านนอกหน้าต่าง ซีโม่หายใจแรงและครวญคราง เป็นของเขา ดั่งเงา เป็นของเขาคนเดียว

 

 

 

 

 

จากวันนั้น ชายหนุ่มไม่เคยจากไปไหน ยังคงยิ้มให้ สวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ คอยถามไถ่ และใช่…ในยามค่ำคืน ยอมเป็นของเขาทั้งที่ไม่เคยยอมเป็นของใคร เฉลียวฉลาดและกระซิบคำพูดใส่หูเขา ฝ่าบาท ท่านควรทำสิ่งนี้ ฝ่าบาท ท่านไม่ควรทำสิ่งนั้น เป็นของเขา อยู่เคียงข้างเขาทุกเวลา

 

 

 

 

ฮ่ะ ฮึก

ฝ่าบาท ทะ-ท่าน

อย่าทำแบบนั้น ผมไม่ไหว

 

 

 

 

 

 

ทุกเสียง ทุกคำพูด ซึมลึก หยั่งรากอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและไม่เกิดขึ้นจริง เส้นผมสีน้ำตาลทองเปียกชื้นพาดเป็นริ้วบนหน้าผาก คำขอร้อง คำสบถ เราแทรกประสานกันดั่งภาพวูบไหว และทิชัลล่าไม่แน่ใจว่าเขาจะกล้าให้ชายหนุ่มผู้นี้จากเขาไปได้อย่างไร ในเมื่อ-ในเมื่อ ชายคนนี้มีตัวตนเพียงแค่ในความคิดของเขาเท่านั้น ไม่เคยจากไป แม้จะจากไปแล้วตลอดกาล

 

และหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน หายใจเข้าออกเป็นจังหวะ รอให้เช้าวันใหม่มาเยือน ทิชัลล่าลุกขึ้นจากเตียง หยิบกระดาษทิชชู่เปื้อนคราบทิ้งลงถังขยะ เปิดโทรทัศน์ มองเห็นตัวเองในข่าว ก่อนเริ่มต้นชิมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเย็นชืด

 

 

 

 

 

 

 

 

วินาทีหนึ่ง ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นในห้องนอกจากตัวเขาเอง
อีกวินาทีถัดมา ชายหนุ่มผิวขาวหลับอุตุอยู่ข้างเขา

 

 

 

“เบาเสียงโทรทัศน์หน่อย…ฝ่าบาท”

ทิชัลล่ายิ้มจางๆ กดลดเสียงโทรทัศน์ลง

 

 

 

 

 

 

หากการกล่าวคำลาคือการมีอยู่ตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

ลาก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc?

(fanfiction, crimes of grindelwald) : dim light

title: dim light

fandom: fantastic beasts: the crimes of grindelwald (2018)

relationship: Gellert Grindelwald & Albus Dumbledore, Theseus Scamander & Newt Scamander, Vinda Rosier & Queenie Goldstein, Jacob Kowalski & Newt Scamander, Percival Graves & Credence Barebone

a/n: there’s so much love in this war (spoiler alert!)

 

 

 

 

 

 

 

 
my/your war

 

 

“เขาเป็นคนใช้ได้”

 

“หมายถึงใคร? นิวท์?”

 

“อะเบอร์นาธี เขาเป็นคนใช้ได้ ถึงจะต้องใช้เวลาหว่านล้อมเสียสักหน่อยก็เถอะ”

 

 

อัลบัสพ่นลมหายใจออกมาเป็นควัน หมอกของลอนดอนกลืนมันเข้าไปในชั่วพริบตา ทั่วทั้งเมืองถูกมันกลืนกิน และอัลบัสกำลังระแวดระวัง เขาไม่ได้กลัว เขาชื่นชม แต่การชื่นชมกุหลาบมักมาพร้อมกับการโดนหนามของมันทิ่มแทง กรินเดอวัลด์ยิ้มกริ่ม หยดเลือดหมุนวนรวมกันอยู่ในดวงแก้วข้างหัวใจ และไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าที่ไหน จะบนเตียงนอน หรือบนถนน ทุกที่คือสมรภูมิรบของเรา

 

 

“ยังโกรธอยู่หรือ?”

 

 

อัลบัสไม่ตอบ คำว่าหึงหวงจากไปแล้วในพจนานุกรมของเขา กรินเดอวัลด์ยิ้มร่า ชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ หนามกุหลาบที่ทิ่มแทง อัลบัสขยับตัวบนที่นั่งในรถโดยสาร มองภาพของบุคคลตรงหน้าให้เต็มตา เส้นผมสีขาว ดวงตาต่างสี และรอยยิ้มบาดลึก หากตอบไปตามตรง เขาก็แพ้ แต่ถ้าไม่ตอบโต้ก็ใช่ว่าเขาจะชนะ

 

 

“ไม่…ทำไมถึงต้องโกรธ”

“ถามตัวเองสิ”

 

 

อัลบัสสะอึก หลบสายตา หมดท่ากับการปะทะกันด้วยบทสนทนากับเจ้าแห่งการใช้ถ้อยคำ

 

 

“นายมาที่นี่ทำไม? มาเยาะเย้ยฉัน?”

 

“ฉันมาหานาย…” กรินเดอวัลด์โน้มตัวเข้ามา แสงไฟจากดวงไฟริมถนนสาดเข้ามากระทบดวงตาสีใส “อัลบัส…”

 

ร่วมหลายสิบปี ชื่อของเขาในเสียงของคนคนนี้ยังมีค่ายิ่งกว่าทองคำ

 

“…ฉันไม่อยากเจอนาย”

 

“ฉันรู้ แต่ฉันอยาก”

 

 

อัลบัสหลับตาลง ความรู้สึกพวกนั้นมันเข้ามาอีกครั้ง ความรู้สึกรักและโหยหา กลิ่นหญ้าบนเนินเขา ที่ที่พวกเขาล้มตัวลงนอนข้างกัน ครั้งหนึ่งบนดินแดนห่างไกล คำว่ารักและเลือดที่หลั่งไหลผ่านฝ่ามือของอีกคน

 

“มากับฉันเถอะ อัลบัส”

 

เขาแพ้ไม่ได้

 

“ลาก่อน เกลเลิร์ต”

 
เสียงลมแหวกอากาศ กรินเดอวัลด์หายไป และสงครามกำลังเริ่มต้นระหว่างเรา อีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
a hug

 

 

กลิ่นไหม้ เพลิงไฟลุกวอดวาย ความร้อนแผ่กระจายไปทั่ว นิวท์กลัวแต่ยืนนิ่ง มองความพินาศและความสูญเสีย ลีต้าจากไปตลอดกาล เขาเห็นความว่างเปล่าบนสายตาของธีซีอุส ก่อนที่น้ำตาจะเคลือบพวกมัน พี่ชายของเขากำลังแหลกสลาย

 

โดยไม่ทันคิด และเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง เขาโผเข้ากอดพี่ชาย

 

 

“นิวท์…”

 

 

เหลือกันอยู่สองคน ไม่มีกำแพงกั้น ลีต้ากับคำว่า ฉันรักคุณ อาจหมายถึงพวกเรา เธอรักเราทั้งคู่ พวกเขารักลีต้า แต่พวกเขาไม่เคยรักกัน จนวันนี้ที่ไม่มีเธอ

 

 

“ธีซ-”

 

 

พี่ชายของเขาหอมแก้มเขาทั้งสองข้าง จูบเบาๆ ลงบนหน้าผาก “ไม่เป็นไรแล้วนะ” สางผมและปัดเป่าเศษดินเศษหินบนใบหน้า “อย่าร้องไห้นะนิวท์…” บอกเขาแบบนั้นทั้งที่ตัวเองก็ร้องไห้ พี่ชายของเขา

 

 

 

 

พวกเขาเดินจากไปจากซากปรักหักพัง นิวท์มองหน้าพี่ชายของตัวเองและยิ้มออกมา กล้าจ้องดวงตาที่มีเค้าโครงเหมือนของเขาเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

 

“ผมเลือกข้างแล้วนะ พี่…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tea?

 

 

“พอแล้วล่ะค่ะ”

 

ควีนนี่ขมวดคิ้วเมื่อกาน้ำชาตั้งท่าจะเทน้ำชาลงแก้วของเธออีกครั้ง

 

“ฉันจะไปหยิบผ้าขนหนูให้นะ”

 

“คุณใจดีจัง…”

 

 

 

วินด้าเลิกคิ้ว สาวน้อยในเสื้อโค้ทสีชมพูและเกลียวผมกำลังยิ้มกว้าง

เธอสวย แน่นอนล่ะ และหวานแหวว เหมือนตุ๊กตา

 

 

 

 

 

 

ไหล่คู่นั้นสั่นไหว สาวน้อยหลงทางกำลังร้องไห้ มือปิดหู ไม่อยากฟังเสียงของใครอีก แน่ล่ะ เธอพินิจใจได้ หาไม่แล้ว เสียงสายฝนคงไม่ดังเกินไปสำหรับเธอ สาวน้อยที่น่าสงสาร เส้นผมสีทองที่หม่นลงเพราะอากาศไม่เป็นใจในปารีส สาวน้อยบนบาทวิถี และดวงตาที่ช้อนขึ้นมามองหญิงสาวใจดีที่มาช่วยเธอ

 
วินด้าทำได้แค่ยิ้ม เช็ดน้ำบนใบหน้าสวยให้สาวน้อย

 

อยากจะประทับจูบลงบนริมฝีปาก แต่ไว้ก่อนเถอะ

 

อีกไม่นาน พวกเธอคงออกเดินทางด้วยกัน

 
“ฉันจะไปพาเจ้าบ้านมาหาเธอนะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

her eyes

 
“ดวงตาของเธอมันเป็นประกาย เหมือนน้ำนิ่ง เหมือนซาลา…”

 

“หยุด…นิวท์ นายไปพูดกับเธอแบบนั้นไม่ได้ ไม่มีสาวคนไหนอยากฟังว่าตาของเธอเหมือนซาลา…นั่นหรอกนะ”

 

 

 

นิวท์หุบปากปิดสนิท ดีใจแทบแย่ตอนเห็นเจคอบและควีนนี่ในห้องรับแขก เขาอยากจูงมือเจคอบลงไปหาสัตว์ต่างๆ แต่ไม่ได้ ไม่ใช่ฐานะของเขาที่จะสามารถทำแบบนั้น ที่เขาทำได้ตอนนั้นก็มีแค่ถามหาทีน่า และโกรธเต็มประดาเมื่อรู้ว่าควีนนี่ใช้คาถาทำเสน่ห์ใส่เพื่อนของเขา จนเธอหายไปและพวกเขาอยู่ด้วยกันแค่สองคน ออกเดินทางไปด้วยกันอีกครั้ง เห็นแก่ตัว ใช่ แต่เขาก็ไม่ได้มีหนทางให้เลือกมากนัก

 

 

“โอเค…”

 

 

 

นิวท์ยิ้ม จับมือเพื่อนร่วมทางไว้ เขาพูดเรื่องทีน่าเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ในขณะที่มือกุมมือของอีกคนไว้แน่น หัวเราะกับท่าทีงงงวยและคำพูดบ่นความไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวของเขา

 

 

 

 

การเดินทางครั้งนี้คงยังอีกยาวไกล และเขามีเจคอบ คนทำขนมปัง คนที่เขาหลงรัก

 

 

 

“นิวท์ ที่นายต้องทำก็แค่บอกคำว่ารักออกไป แค่นั้นเอง”

 

 

ไว้วันหลังฉันจะลองดูนะ เจคอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

//

 

dead

 

 
ว่างเปล่าและกลวงโบ๋ เขาเดินทางไปกับคณะละครสัตว์ด้วยใจที่ว่างเปล่าและกลวงโบ๋ เขาคือใคร? ไม่มีใครให้คำตอบกับเขาได้ ทุกคืนวันเต็มไปด้วยคำถามและคำสั่ง ขัดพื้น ให้อาหารสัตว์ เต้นระบำ ทำตามคำสั่ง

 

 

เธอเป็นเด็กดี ทำตามที่ฉันบอกนะ

 

 

 

กลิ่นอายและเสียงของชายคนนั้นไม่เคยหายไป ครีเดนซ์หลับตา น้ำตาไหลอาบสองแก้ม เขารีบปาดมันออก และก้มหน้าก้มตากินขนมปังแข็งแห้งในมือ โรงอาหารคราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายคณะละครสัตว์ เขาคิดถึงชายคนนั้นอีกครั้งและอีกครั้งและอีกครั้ง คิดถึงคำว่ารัก คิดถึงสัมผัสและความอ่อนโยนของคุณเกรฟส์ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องหลอกลวง แต่สัมผัสพวกนั้นก็คือเรื่องจริง ไม่ใช่หรือ?

 

 

ครีเดนซ์กินต่อไปเงียบๆ สักวัน เขาคงเป็นอิสระจากความทรงจำนี้

 

 

 
“ตรงนี้มีใครนั่งมั้ยครับ?”

 
ครีเดนซ์หยุดเคี้ยว เงยหน้าขึ้นมอง ชายคนนั้นที่โลดแล่นในความทรงจำ

 

 
“ฉันเพอร์ซิวัล สวัสดี ครีเดนซ์”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, venom) : smoke gets in your eyes

title : smoke gets in your eyes

fandom : venom (2018)

relationship : venom & eddie brock

a/n: don’t you get it? i just want to write something sexy.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายเป็นใคร?
ทำไมนายเลือกฉัน?

 

เอ็ดดี้ที่รัก…ถึงกับใช้คำนี้เลยหรือ?
คำว่า เลือก

 

จะยังไงก็แล้วแต่ แกต้องตอบฉันมา
ทำไมถึงเลือกฉัน?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
คืนหนึ่งคุณคือนักข่าวหิวโซ โดนแฟนทิ้ง เงินในบัญชีมีไม่กี่ร้อยเหรียญ คุณไม่มีค่าอะไรไปมากกว่ากระป๋องเบียร์บุบบี้และกล่องพิซซ่าส่งกลิ่นบูดบนโต๊ะในครัวของคุณ อีกคืนคุณทะยานออกไปตามใจปรารถนา คุณคือบางอย่างที่ต่างออกไป ทัศนวิสัยฉาบด้วยความกระหาย เสียงในสมองของคุณรุ่มร้อน คุณไม่ใช่ตัวคุณ ในขณะเดียวกัน คุณก็คือตัวคุณ อย่างที่คุณอยากเป็นมาตลอด

 

 

 

 

 

ใช่มั้ย? ที่รัก

 

อย่า…เรียกฉันแบบนั้น

 

ได้เลย ที่รัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอ็ดดี้ขบฟัน ขณะทะยานออกไปตามท้องถนนด้วยความเร็วสูงสุด เส้นผมสีเข้มสัมผัสกับสายลม หัวใจสูบฉีดรุนแรงสำหรับสองชีวิต เราคืออิสระ เราคือหายนะ เราคือเรา เอ็ดดี้กะพริบตาต้านลม เถียงในใจ นายแต่งกลอนเป็นด้วย? อีกเสียงนึงที่ทุ้มต่ำและกล้าแกร่งกว่าเขาตอบในทันใด เพื่อนายได้ทุกอย่าง ที่รัก เพื่อนายฉันทำได้ทุกอย่าง ดวงตาสีฟ้าอมเทาที่จับสีสันของดวงไฟริมถนนกลอกขึ้น แหวะ เสียงหัวเราะของเขาเองแต่ไม่ใช่ของเขาดัง หึ ๆ ในลำคอ อย่าเพิ่ง ที่รัก คืนนี้ยังไม่เริ่มต้นขึ้นเลย

 

 

 

 

 

 

ไฟหน้ารถดับลง เสียงขู่คำรามดังออกมาจากปากของเขา แต่มันเป็นของอีกคน เขามองชีวิตตรงหน้าก่อนทำลายมัน สมควรแล้ว เอ็ดดี้หลับตาลง พยายามกล้ำกลืนความรู้สึกผิดและความรู้สึกกลัวลงคอ อย่ากลัวไปเลย ที่รัก เอ็ดดี้ปาดจมูก ฉันไม่ได้กลัว เราไปกันเถอะ

 

 

 

 

 

ก็ดี…ฉันกำลังหิว

นายเพิ่งกินคนไปเองนะ

นั่นมันแค่ของว่าง

 

 

 

 

 

ทะยานออกไปอีกครั้ง เราทะยานออกไป เอ็ดดี้สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ทำลายกลิ่นเลือดสด ๆ ที่คั่งค้างในจมูก เขาเกลียดไอ้บางสิ่งในตัวเขาที่มันบอกว่า เอ็ดดี้ นายคือตัวประหลาด ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาดูเหมือนคนบ้าต่อหน้าคนอื่นไปแล้วหลายชั่วโมง พูดคนเดียวอยู่แบบนั้น หัวเราะคนเดียว ใครไม่รู้คงคิดว่า…

 

 

นายเหงา?

 

 

 

 

หืม? เอ็ดดี้กะพริบตา รับรู้อีกครั้งว่าเขาไม่ได้กำลังใช้ความคิดอยู่คนเดียว มีคนอื่นกำลังคิดร่วมอยู่กับเขาด้วย ไม่หรอกน่า เวน่อมตอบกลับมา ไม่ นายเหงา ทำไม? ไม่…เขาไม่ได้เหงา เขาแค่คิดว่าถ้ามีใครเห็นเขาแบบนั้น มันต่างกัน นายมีฉันนะ ที่รัก แล้วทำไมเขาถึงขับรถออกมาคนเดียว ที่รัก เราคุยกันได้ แล้วทำไมเมื่อมองภาพที่สะท้อนกลับมาในกระจกถึงมีแค่เขาคนเดียว

 

 

ดื่มมั้ย?

 

เวน่อมเสนอ และเขาตกลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไงครับเจ๊”

 

 

 

“สวัสดีจ้ะ เอ็ดดี้” สำเนียงภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นตอบกลับมา เธอคงยังกลัวอยู่ หลังจากเห็นเขาในร่างเป็นเมือกสีดำข้นขั่ก

 

 

 

ขนมอยู่ตรงไหน? ฉันหิวแล้วนะเว้ย

 

 

 

“รู้แล้วน่า…รู้แล้ว” เอ็ดดี้พูดออกมาเสียงดัง

 

 

 

หญิงวัยกลางคนมองเขาด้วยสีหน้างงงวย ก่อนจะยิ้มเล็ก ๆ

 

 

 

“ขอโทษนะครับ…”

 

 

 

 

 

แค่สองสามก้าว เขาคว้าถุงขนม ฉีก หยิบขนมพวกนั้นเข้าปาก ก่อนที่-มันคงจะไม่ทันใจไอ้บ้าอีกคนในตัวเขา-กรอกขนมจากถุงคอ อร่อยว่ะ เอ็ดดี้เคี้ยว และเวน่อมลิ้มรส มือของเขาหยิบเบียร์สองกระป๋อง จ่ายเงิน เดินออกมา

 

 

 

 

 

จะไปไหน?

กลับบ้าน

หมดสนุกแล้ว?

ใช่

 

 

 

 

 

 

 

 

เอ็ดดี้หัวสมองว่างเปล่า ขณะทะยานออกไปตามท้องถนนอีกครั้ง เหงา คำนี้มันบาดใจเขาเหลือเกิน เขาคิดและพยายามกันให้อีกคนไม่ได้ยิน ไม่มีเสียงของเวน่อมตลอดทางกลับบ้าน มีแค่ความคิดของเขา มันซับซ้อนและว้าวุ่นต่างจากความคิดของเวน่อมที่มันผสมปนเปเข้ามาในกระแสความคิด ความคิดของเจ้านั่นมีแต่ความโกรธ ความแกร่ง และความกล้า มันเหมือนเวน่อมคือควันของเพลิงไหม้ และเขาสูดมันเข้าไป มันเรียบง่ายและร้อนแรง และเขาคือปรสิตทางความคิดของความแข็งแกร่งของเรา เขาเหงา และเขาอ่อนแอ

 

 

 

นายไม่อ่อนแอ

ให้ฉันคิดคนเดียวเงียบ ๆ ได้มั้ย?

 

 

 

 

 

 

 

ไม่มีคำตอบ เขาดับเครื่อง วิ่งขึ้นบันได ไม่สนใจว่าจะทำเสียงดังมากแค่ไหน เหวี่ยงประตูห้องเปิดออก ทรุดลงบนโซฟา เปิดกระป๋องและยกซด เบียร์ซ่านุ่มขมไหลลงคอ ซึมออกมาตามมุมปาก ไหลลงคอ สัมผัสเย็น ๆ ปาดมันออก สัมผัสกับฟองนุ่มบนริมฝีปาก

 

 

 

“…อะไร?”

เลอะเทอะอีกแล้ว

“คืนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียว”

ทำไม?

“นายก็รู้ว่าทำไม?”

นายรู้มั้ยว่าทำไมฉันเลือกนาย?

“เพราะนายไม่ได้เลือก”

ใช่…

“และฉันก็ไม่ได้เลือกนาย!? ไอ้ปรสิต! นายหาว่าฉันเหงา แต่นายมันก็คือต้นเหตุ!”

ขอโทษ

“ช่วยออกไปจากตัวฉันได้มั้ยล่ะ?”

ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่า…ไม่ได้

“ไอ้ปรสิตโสโครก!”

ฉัน…

“ออกไปจากหัวฉัน!”

เรา…

“เราห่าเหวอะไรวะ!? ออกไป-”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอ็ดดี้ เอ็ดดี้ เอ็ดดี้

 

จูบฉันอีกแล้ว นายเอาแต่บังคับฉัน นายเอาแต่บังคับเรา

 

ใจเย็น ๆ ที่รัก

 

เพราะถึงเราต่างไม่ได้เลือกกันและกัน

แต่เราคือของกันและกัน

 

น้ำเน่า

 

 

 

 

เอ็ดดี้หลับตาลงด้วยความเคลิบเคลิ้ม ลิ้นสัมผัสกับสิ่งเย็นลื่น ไม่มีสำนึกรังเกียจสัมผัสใด จิตใจล่องลอยเกินกว่าจะจับต้องความคิดของอีกฝ่ายได้ รับรู้ได้เพียงสัมผัส ในโพรงปาก บนลำคอ บนฝ่ามือ ร้อนแรง ร้อนรุ่ม ต้องการ ฉันรักนาย เอ็ดดี้ ที่รักของฉัน น้ำตาของเอ็ดดี้ไหลลงจากเบ้าตา ความรู้สึกของอีกฝ่ายพรั่งพรู ไหลเข้ามาในพื้นที่ทางความคิดของเขา ให้ฉันดูแลนาย ดูแล…เรา ฝ่ามือของเขาเองแต่ไม่ใช่ของเขาเลื่อนลง จากแผ่นอก ไล่ลงไปที่หน้าท้อง ไล่ลงไปจนถึงหัวหน่าว

 

 

 

 

“ห..ยุดนะ”

 

ตอนนี้น่ะเหรอ?

ช้าไปแล้วที่รัก

 

 

 

 

 

 

เอ็ดดี้สะดุ้งสุดตัว เมื่อมือของเขาสัมผัสกับส่วนนั้นของตัวเอง ลูบไล้ ทั้ง ๆ ที่ตลอดชีวิตเขาช่วยตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน แต่มันไม่ใช่แบบนี้ นี่ไม่ใช่มือของเขา มันคือมือของเวน่อม มันคือสัมผัสจากเวน่อม เอ็ดดี้ครางแผ่วเมื่อมือนั้นรูดขึ้นลงเร็วขึ้น และเร็วขึ้น

 

 

 

“ไอ้บ้าเอ๊..ย”

 

ชอบมั้ย?

 

“ไม่…”

 

คนโกหก

 

“ฮึก-”

 

 

 

 

 

 

 

สัมผัสวนเวียนส่วนปลาย เขาแทบจะร้องออกมาด้วยความเสียว เวน่อมรู้ทุกอย่าง รู้ว่าควรจะจับตรงไหน แตะลงตรงไหน เพราะงั้น…

 

 

 

 

นายถึงชอบเวลาเรามีอะไรกัน

ไม่

อย่าโกหกฉันเลยน่า ที่รัก

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮื้อ…”

 

 

 

 

 

ทุกครั้งที่นายเริ่มเหงา

นายก็จะมีอะไรกับฉัน

 

 

 

 

 

“พะ-พูดบ้า ๆ”

 

 

นายยอมฉันเองนะ

 

 

 

 

 

 

“เว…น่อม”

 

 

 

 

 

 

 

นิ้วแทรกเข้าไป นิ้วของเขาแต่ไม่ใช่…สัมผัสของมันรุนแรง เร่งเร็ว เอ็ดดี้ยกสะโพกขึ้น หอบหายใจรวยริน ทุกสัมผัสบนร่างกายเกิดขึ้นพร้อมกัน ดวงตาสีฟ้ามึนเบลอ มัวเมาไปกับรสสัมผัสที่ไม่เคยได้จากใคร นอกจากตัวเขาเอง

 

 

 

 

 

 

 

เวน่อม ฉัน…

ที่รัก

 

 

ฉันรัก…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
พิซซ่าอบใหม่บนถาด กางเกงกองอยู่บนพื้นห้อง เบียร์สองกระป๋อง และกระดาษทิชชู่สองสามกอง

 

 

 
พิซซ่าอร่อยดี

 

“อือ”

 

 

อย่าบอกฉันอีกนะว่านายเหงา

 

 

 

“แล้วนายจะทำไม?”

 

 

 

 

 

นายก็รู้เอ็ดดี้ นายก็รู้ดี

ที่รัก

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, detroit: become human) : there have always been ghosts in the machine

title: there have always been ghosts in the machine

fandom: detroit become human (2018)

relationship: markus & simon, elijah kamski & connor, hank anderson & connor (implies)

a/n: ชื่อเรื่องมาจากภาพยนตร์เรื่อง I,Robot (2004) ค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

– can a robot turn a canvas into a beautiful masterpiece?

– can you?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตไม่ใช่การเริ่มต้น

 

เอไลจาห์ระลึกถึงความคิดสวนกระแสข้อนี้ของเขาเสมอ ผู้คนมักคิดว่าชีวิตเต็มไปด้วยการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ แต่สำหรับเขา ชีวิตคือการสร้างและต่อยอดสิ่งที่มีอยู่บนโลกนี้ ต่อยอดสิ่งต่างๆจากสิ่งที่มนุษย์มีและไม่มี ต่อยอดจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ทันระลึกว่าต้องการ ชีวิตประจำวันจะขาดอะไรอีก เรามีทั้งสุขภาพที่ดี สิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากมาย อนาคตที่สดใสรอคอยเราอยู่ข้างหน้า มนุษยชาติพัฒนาขึ้นมาจากความหลังที่เต็มไปด้วยความขาด เราเติมเต็มรอยโหว่ในช่องให้เต็ม ด้วยคำสัญญาที่ว่าจะไม่มีอะไรมาขัดขวางวิทยาศาสตร์

 

 

 

เขาเริ่มต้นด้วยการสร้าง

 

เป็นการสร้างสรรค์อย่างไม่มีข้อจำกัดทางความคิดของเขา สิ่งประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นบนแบบแปลน ส่วนประกอบของการละทิ้งของมนุษย์ สิ่งที่ไม่มีใครอยากทำจำเป็นต้องมีทดแทน

 

 

จากนั้น-จากการเริ่มต้นแค่อุปกรณ์ เขานึกถึงชีวิต

 

 

จะเป็นอย่างไรหากเราสร้างสรรค์สิ่งที่มีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่ยินยอมจะทำสิ่งต่างๆแทนมนุษย์อย่างไร้ข้อกังขา ชีวิตที่ไม่มีชีวิต ชีวิตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของเขาแต่ปราศจากการสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง เอไลจาห์นึกถึงการสร้างหุ่นยนต์ที่ไม่ใช่หุ่นยนต์ทั้งหมดเสียทีเดียว มันจำต้องมีเลือดเนื้อ ไขข้อ และความคิด แน่นอนว่าไม่ใช่ความคิดที่เทียบเคียงกับมนุษย์ได้ เป็นความคิดที่เหนือกว่าอารมณ์ของมนุษย์ ความคิดที่มีตรรกะและเหตุผลที่ประเมินออกมาเป็นค่าเปอร์เซ็นและตัวเลขทางคณิตศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นไม่นาน ชีวิตของเขาเริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก ในฐานะผู้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก ด้วยหุ่นที่ขยับปากร้องถ้อยคำทำนองสูงต่ำพร้อมด้วยสีหน้าที่เหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นายร้องเพลงนั้นได้เหมือนกันเหรอ?”

 

 

 

 

มาร์คัสหยุดยืนมองหุ่นอีกตน ไซม่อนนั่งร้องเพลงริมกองไฟ พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องจุดไฟเพื่ออาศัยความอบอุ่นจากมัน แต่การทำแบบนี้คือการเลียนแบบมนุษย์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับว่ากำลังเลียนแบบ พวกเขาจุดไฟขึ้นเพื่อมองเปลวเพลิงไหม้อยู่บนฟืน อันที่จริงกองไฟมันก็มีประโยชน์เหมือนกัน แสงสว่างจากมันส่องไปทั่วห้อง ทำให้เขาเก็บรายละเอียดบนใบหน้าของไซม่อนได้มากขึ้น

 

 

 

 

ไซม่อนเป็นหุ่นสำหรับครอบครัว นั่นอธิบายถึงสุ้มเสียงและท่าทีที่ดูอ่อนโยนเสมอ ไซม่อนมีผมสีทองและดวงตาสีฟ้าอ่อน สวยงาม มาร์คัสนึกถึงคำพูดของคาร์ล เขาเคยไม่เข้าใจความหมายของคำคำนี้ แต่ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจ สวยงาม องค์ประกอบของมาร์คัสทำให้เขาไม่อาจละสายตา

 

 

 

 

“ใช่”

 

 

ด้วยเปลวไฟที่ไหม้อยู่ แววตาของไซม่อนที่กระทบกับแสงพวกนั้นทำให้เขานึกถึงรูปวาดบนเพดานโบสถ์อีกครั้ง รูปวาดที่เต็มไปด้วยเทวทูตผมสีทองและแสงส่องสว่างจากฟากฟ้า ไซม่อนดูเหมือนเทวทูตเหล่านั้น

 

“มาร์คัส…นายเคย…” ไซม่อนหันมามองหลังจบบทเพลง “คิดอะไรบ้างมั้ย?”

 

“เช่นอะไร?”

 

“ก็พวก…เรื่องต่างๆ” มาร์คัสทรุดนั่งลงข้างๆคนพูด “เรื่องที่มนุษย์คิดกัน”

 

“อือ…” คนฟังสารภาพ “ฉันเคยคิด”

 

“เคย?”

 

“ใช่…เคย ฉันเคยสงสัยถึงสิ่งต่างๆที่เจ้าของของฉันพูดถึง เขาเป็นจิตรกร…” มาร์คัสยิ้มให้กับความหลัง “เขาสอนให้ฉันเป็นมนุษย์ เขาอธิบายและทำให้ฉันตั้งคำถามกับหลายสิ่งหลายอย่าง และ-”

 

 

มาร์คัสยั้งปากไว้ไม่ให้ความคิดสุดท้ายดังออกมา ทำให้ฉันสงสัยในเรื่องความงาม

 

และความรัก

 

 

“นายดูเหมือนจะมีเจ้าของที่ดีนะ” ไซม่อนยิ้มขมขื่น “สำหรับฉัน มันเริ่มตอนเที่ยงคืน ฉันหยิบตุ๊กตาขึ้นมาจากพื้นห้อง เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งหล่นอยู่บนพื้น มันมีรายชื่อหุ่นตัวอื่นและรายละเอียด ฉัน…”

 

มาร์คัสมองใบหน้าอ่อนโยนนั้นสลดลง ตบบ่าไซม่อนเบาๆเป็นเชิงปลอบโยน

 

“ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะทำอะไรแบบนี้…ฉันหมายถึง ฉันอาจจะไม่เร็วหรือฉลาดเท่ารุ่นอื่น แต่ฉันเคยคิดว่าพวกเขาคือครอบครัวของฉัน เพราะอย่างนั้นฉันถึงตัดสินใจจากมา”

 

น้ำตาไหลเอ่อในดวงตาสีแก้วเจือสีทองของกองฟืน

 

“แต่ฉันก็ไม่ฉลาดเท่าไหร่เลย นายพูดถูก มาร์คัส การอยู่แบบนี้มันไม่ใช่อิสระ ฉันมันไม่ได้เรื่องเลย ถ้าไม่มีนายเราคง…”

 

 

 

ก่อนที่จะทันรู้ตัว ก่อนที่คำว่ามาร์คัสที่ดังออกมาด้วยเสียงของไซม่อนจะถูกบันทึกลงในหน่วยความจำของมาร์คัส ก่อนที่มาร์คัสจะตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรกับสีหน้าประหลาดใจของไซม่อน ส่วนที่เป็นริมฝีปากของพวกเขาบรรจบกัน มันไม่มีความร้อนระบายไปทั่วร่างเหมือนมนุษย์ แก้มของไซม่อนไม่ขึ้นสี แต่มันเหมือนมีประจุไฟฟ้าแล่นผ่านระหว่างพวกเขา สิ่งที่ใกล้เคียงกับความรักในตอนนี้สำหรับเขามันคือสีสันนับล้าน ไซม่อนลืมตาขึ้น จากนั้นทุกอย่างก็ถูกย้อมด้วยสีฟ้าและบทเพลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเพลงจบลงเพื่อเป็นการเริ่มต้นความสำเร็จของเขา หุ่นจำนวนมากทดแทนสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องการจะทำ พวกมันไม่มีการปริปากบ่น ไม่มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งวันทั้งคืนสามารถทำสิ่งต่างๆซ้ำๆเดิมๆได้ไม่มีจบสิ้น เลือดสีฟ้าไหลเวียนในร่างที่มีชีวิตแต่ไร้ชีวิต เอไลจาห์มองรอยยิ้มและผู้รับคำสั่งพวกนั้นอย่างเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายทำให้เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างทั้งที่มีทุกอย่าง

 

สีฟ้าเจืออยู่บนเกล็ดน้ำแข็งนอกหน้าต่าง และบนสีตาของเธอที่แน่นิ่งไม่ไหวติง ถึงจะมีกระบอกปืนจ่ออยู่แบบนั้นก็ยังไม่มีแม้แต่ความกลัว เธอพร้อมจะตาย เพราะเธอรู้ว่าเธอไม่ใช่ชีวิตที่มีอยู่จริง

 

 

หุ่นจากไซเบอร์ไลฟ์ที่ถือปืนอยู่นั้นกลับเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความกลัว ไฟสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างว้าวุ่น คอนเนอร์ใช้เวลาตัดสินใจนานกว่าหุ่นทั่วไปที่คงเหนี่ยวไกไปเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดกระบอกปืนก็ลดลง คอนเนอร์ปฏิเสธคำสั่งจากมนุษย์

 

 

หุ่นตัวนี้มีชีวิต

 

 

 

“ไปกันเถอะคอนเนอร์” นายตำรวจโอบไหล่หุ่นของตนออกไปด้วยภาษากายที่ทำให้เขาเข้าใจได้ไม่ยาก ทั้งคู่เป็นมากกว่าเจ้าของหุ่นและผู้รับคำสั่ง อาจเป็นถึงคนรัก แน่นอน…เป็นถึงคนรัก หุ่นตัวนี้มีความรักกับมนุษย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“…หุ่นแอนดรอยด์มีความรักกับหุ่นแอนดรอยด์”

 

 

ไซม่อนพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากการร่วมรัก ถ้าหากเขาเรียกกันว่าแบบนั้น มาร์คัสยิ้มให้กับความคิด คาร์ลจะคิดยังไงถ้าหากเขามีโอกาสรอดชีวิตกลับไปเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟัง

 

 

ผิวขาวเนียนบนแก้มของไซม่อนทำให้เขาอดเอื้อมมือไปสัมผัสไม่ได้

 

 

 

“ฉันรักนาย”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอไลจาห์เอื้อมมือออกไป สัมผัสกับความว่างเปล่า สถานการณ์โดยรวมย่ำแย่ลงทุกวัน หุ่นตัวนั้นที่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นผู้สร้าง เป็นความผิดพลาดที่เขาสร้างขึ้นเอง และหลังจากอยู่กับความแน่นอนและความสมบูรณ์แบบกับการสร้างและการต่อยอดมาตลอดชีวิต เอไลจาห์ชื่นชมและปรารถนาข้อบกพร่องเหล่านั้น

 

 

 

หากคอนเนอร์เป็นของเขา หากเขาเป็นผู้ออกคำสั่งและมีผู้รับคำสั่งที่ดื้อดึงเช่นนั้นมันจะเป็นเช่นไร จะเร้าใจแค่ไหนหากได้สัมผัสกับความบกพร่องที่มีชีวิต จะเป็นอย่างไรหากเขาได้ครอบครองข้อผิดพลาดทั้งหลายที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่าอยากสร้างขึ้นมาตลอด จะเป็นอย่างไรกัน?

 

 

 

 

 

 

 

 

หิมะยังคงโปรยปรายลงมา ท่ามกลางชีวิตที่ทั้งมีและไม่มีชีวิต มีความรักและยังไม่รู้จักความรัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, detroit: become human) : press start

title: press start

fandom: detroit: become human (2018)

relationship: hank anderson & connor, markus & simon

a/n: ใครก็ได้ช่วยบอกคอนเนอร์ให้หยุดชิมทุกอย่างที ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘หันมาให้กล้องเห็นหน่อยครับ’

 

คอนเนอร์ยิ้มกว้างเมื่อชายวัยกลางคนหันหน้ามา ภาพบนจอปรากฏรอยยิ้มมุมปาก เหนือเคราสีขาวนั้นคือแววตาของคนที่ผ่านอะไรมามากกว่าที่เขาเคยพานพบ มันทั้งเศร้า ทั้งคุกกรุ่น ทั้งสนุกสนาน มันหลอมรวมกันเป็นดวงตาสีใสของแฮงค์ มันถูกบันทึกลงลึกในหน่วยความทรงจำของเขา คั่งค้างอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่เป็นของใครและไม่มีวันลบเลือน มันช่างยากจะอธิบาย

 

‘ยิ้มหน่อยสิครับ’

 

ลูกตื้อ ตื้อแล้วตื้ออีกจนในที่สุดจากรอยยิ้มมุมปากที่แทบมองไม่เห็นก็ปรากฎขึ้นเป็นรอยยิ้มเด่นชัด พอใจรึยัง? ไอ้หนู สรรพนามที่มีเฉพาะเจาะจงให้กับเขาเท่านั้น และรอยยิ้มนั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่รอยยิ้มทั่วไป มันเจือด้วยสีตา เจือด้วยความรู้สึกที่ถ่ายทอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“คอนเนอร์…”

 

“ครับ?”

 

 

 

 

หุ่นแอนดรอยด์วางแท็บเล็ตลงบนตัก ภาพรอยยิ้มและตัวอักษรบทสนทนาดับวูบ เหลือเพียงจอสีดำสนิท คอนเนอร์มองลงบนจอนั้น มีใบหน้าซีดจางไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ใดๆสะท้อนอยู่บนนั้น

 

 

 

“เลิกเล่นเกมพวกนั้นซะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับคดีของเรา”

 

“ครับผู้หมวด”

 

เขารับคำ แต่หากให้สารภาพ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทาง เขาไม่ใช่พวกแปลกแยก บางทีเขาอาจจะแค่ซึมซับความคิดต่อต้านตัวเองและคนอื่นๆมาจากแฮงค์) เขาอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากทางเลือกทุกอย่างถูกเลือก? จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนสองคน? เขาอยากรู้ตอนจบ

 

 

(ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น เขาไม่ควรอยากรู้ การคาดเดามีพื้นฐานและกลไกของมัน มันไม่ใช่การคาดเดาด้วยซ้ำ มันคือการคาดคะเน ที่มีทฤษฎีและตัวเลขความเป็นไปได้ ไม่ใช่การครุ่น-)

 

“คิดอะไรอยู่เหรอ? ไอ้หนู”

 

 

ดินฟ้าอากาศ ตอบไปสิ เรื่องดินฟ้าอากาศ “กำลังคิดเรื่องฝนที่ตกตอนนี้ครับ มันอาจทำให้รอยเท้าของคนร้ายหายไปก่อนเราจะไปถึงที่เกิดเหตุ เราน่าจะ-”

 

“ไม่ใช่คืนนี้…เราจะไม่ไปที่นั่นคืนนี้”

 

“งั้นเหรอครับ?” คอนเนอร์ถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบ

 

 

 

 

 

 

กลับมาสู่การครุ่นคิด คอนเนอร์กะพริบตา บางทีอแมนด้าอาจทำให้เขาเหมือนมนุษย์มากจนเกินไป บางทีทุกอย่างอาจมีเหตุผล หรือไม่มีเหตุผล (นั่นคือสิ่งที่เขากลัวมากที่สุด) เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะหมดทางเลือกที่จะเดินต่อ

 

ฝนยังคงตกลงมา เมื่อมองออกไป คอนเนอร์กลับรู้สึกหนาวขึ้นมาจับใจ นั่นทำให้เขากลัวมากขึ้นไปอีก เพราะหากมีความรู้สึก ย่อมหมายถึงแปลกแยก

 

(นายจะกลัวอะไร? กลัวที่จะเป็นตัวเองหรือไง?)

 

นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขากลัวเช่นกัน เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาควรจะเป็นใคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถจอดหน้าบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ คอนเนอร์ลงจากรถ มีเสียงเห่าของเจ้าซูโม่เห่าต้อนรับแขกและเจ้าของบ้าน มีกลิ่นของดิน กลิ่นของหญ้า เสียงแมลงและเสียงกบร้อง รายละเอียดทั้งหมดถูกจดจำภายในไม่ถึงเสี้ยววินาทีในมุมมองของคอนเนอร์

 

 

“จะเข้ามามั้ย?” เจ้าของบ้านกล่าวเชิญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นอีกครั้งที่ได้เข้ามา โทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งไว้ บิลค่าน้ำค่าไฟและจดหมายวางกองเรี่ยราดบนโต๊ะกาแฟ ไม่มีขวดเหล้าในห้องนั่งเล่น แต่กลิ่นของมันมีอยู่ทั่วไป เช่นเดียวกับเขม่าปืนในคืนนั้น

 

(คืนนั้น ถ้าเขามาช้าไป แฮงค์อาจไม่ตื่นขึ้นมาอีก)

 

 

 

 

 

 

 

“เดี๋ยวฉันจะไปอาบน้ำ แกนอนที่โซฟากับซูโม่ไปละกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คอนเนอร์ลืมตาขึ้น แปลกใจเต็มประดาเมื่อตัวเขาเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารถขายแฮมเบอร์เกอร์ร้านเดิม เจ้าประจำของแฮงค์ กลิ่นไส้กรอกย่างและโปรตีนชนิดอื่นๆไหม้เกรียมบนกระทะ เขามองไม่เห็นว่าทุกคนชื่ออะไรหรือมีประวัติอาชญากรรมเรื่องอะไร แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าเขาจะปลอดภัย

 

“กินสิ”

 

แฮงค์กับเบอร์เกอร์ที่เขาไม่สามารถคำนวนแคลอรีจากการมอง แฮงค์คะยั้นคะยอให้เขาชิม และเมื่อเขากัดลงไป มันคือความชุ่มช่ำของเนยบนขนมปัง รสชาติหอมหวานของผักกาด และเนื้อย่างรสชาติเยี่ยม คอนเนอร์สำลัก เป็นไปได้อย่างไร และเมื่อกลืนน้ำหวานจากแก้วเพื่อแก้อาการ ลิ้นของเขารับรู้ถึงรสชาติหวานซ่า

 

“อร่อยใช่มั้ย?”

 

แฮงค์ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันอบอุ่นจนเขารู้สึกได้ และเมื่อมองออกไปตามท้องถนน ทุกคนดูร่าเริงสดใส เพราะทุกคนนั้นไม่มีใครแตกต่าง เสียงเพลงแว่วมาจากรถขายไอศกรีม เสียงเด็กๆหัวเราะ แม้แต่แฮงค์ก็ยังหัวเราะ

 

 

 

 

 

 

 

 

“คอนเนอร์”

 

“หืม?”

 

คอนเนอร์ลืมตาขึ้น มองเห็นเคราสีขาว เสียงฝนตกกระทบบานหน้าต่างกลับมาอีกครั้ง

 

“แกนอนละเมอ”

 

“อะไรนะครับ?”

 

“แกนอนละเมอ…แกพูดว่า อร่อยมาก

 

 

คอนเนอร์ลุกขึ้นนั่ง มองโทรทัศน์ที่ฉายภาพกีฬาฮอกกี้ และซูโม่ที่นอนหมอบอยู่บนพรม “ผมฝัน…”

 

“แกฝัน?”

 

“ครับ” คอนเนอร์หยุดคิดเรียบเรียงคำพูด “ผมฝันถึงสถานที่ ผู้คน และคุณ”

 

“ฉันเนี่ยนะ?”

 

“ครับ คือ…” เป็นครั้งแรกที่เขากล้ายอมรับกับตัวเอง เขากลัวที่จะพูดเรื่องนี้ออกไป เพราะงั้น​ “ไม่มีอะไรหรอกครับ”

 

“คอนเนอร์” แฮงค์นั่งลงบนโซฟา คอนเนอร์รีบเขยิบหนี “แกเป็นอะไร?”

 

“คือผม…คือ…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(นอกจากความฝัน ผมเห็นรอยยิ้มของคุณชัดกว่าทุกสิ่ง ผมมองคุณด้วยความเคารพและยกย่อง แต่นานวันเข้า มันเริ่มมีสิ่งอื่นที่ผมไม่เข้าใจ ผมควรจะจับคนร้าย ผมควรจะมองภารกิจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม แต่ผมเลือกคุณ ไม่ว่าจะมีอีกกี่ทางเลือก ผมก็เลือกคุณ ผมเลือกคุณ-แฮงค์ เพราะฉะนั้น ผมจึงกลัวเหลือเกิน เป็นความกลัวที่ผมไม่สามารถจำกัดความ ไม่สามารถอธิบายได้ นอกเสียจากว่ามันหมายถึง ผมจะเสียคุณไป)

 

 

 

 

 

“แฮงค์ คือผม…”

 

 

 

 

 

 

คอนเนอร์ตัดสินใจทำสิ่งที่แปลกแยกที่สุดในชีวิตของเขา สัมผัสส่วนที่เป็นริมฝีปากของตนเองลงบนริมฝีปากของแฮงค์ มันมีกลิ่นวิสกี้เจือจางอย่างเข้มข้น มีกลิ่นบุหรี่ มีกลิ่นของแฮมเบอร์เกอร์และน้ำหวาน ในทันใดนั้น เป็นอีกครั้งที่คอนเนอร์เห็นสีสันพวกนั้นแม้จะหลับตาอยู่ สีสะท้อนแสงของเกล็ดปลาในตู้ สีแวววับของเหรียญเงิน สีแดงของกำแพงที่กั่นระหว่างตัวเขาและตัวเขาจริงๆ และสีฟ้าในดวงตาของแฮงค์

 

 

 

“คอนเนอร์”

 

 

 

ถึงเวลาตอนจบของเกมแล้ว เมื่อคุณเลือกทางเลือก คุณต้องรับผลที่ตามมาจากการเลือกให้ได้

 

 

 

“คอนเนอร์”

 

 

 

แฮงค์มองน้ำตาที่ไหลอาบลงมาตามแก้มเนียน มันใสและเจือสีฟ้าอ่อน คอนเนอร์ดูเป็นมนุษย์ยิ่งกว่ามนุษย์ แสงจากโทรทัศน์ส่องเข้าเลนส์ตาสีน้ำตาลเข้ม “ผมขอโทษ”

 

“ไม่จำเป็นหรอก”

 

 

 

 

 

 

 

 

มันไม่จำเป็น เพราะต่อจากนั้น แฮงค์เลือกเดินเส้นทางใหม่ สัมผัสจากมนุษย์ช่างเหนือจริงยามเมื่อเขาคิดว่าเขาสามารถรู้สึกถึงความหมายของมัน ไฟบนขมับของคอนเนอร์กะพริบรัวเป็นสีเหลือง สีฟ้า สีแดง เป็นความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกต้องการ และความรัก

 

 

 

 

 

 

ความรักอาจซับซ้อนยิ่งกว่าโปรแกรมของเขา หรือบางทีอาจไม่มีใครเข้าใจความรัก มีเพียงแค่รู้สึก

 

 

 

 

 

 

 

เพราะฉะนั้น เขาจะเล่นเกมนี้ต่อไปพร้อมๆกับแฮงค์ และรอดูว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร โดยที่เขาจะไม่คาดเดา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

&&:

 

 

 

 

ผืนผ้าใบไม่เคยบอกถึงความงามที่แท้จริง

 

เขาลากเส้นสีลงไป ถ่ายทอดความรู้สึกออกมายามหลับตา และลืมตาขึ้นเพื่อสงสัยว่า ทั้งหมดนี้ที่เขาเห็นบนผ้าใบเป็นฝีมือของใคร

 

 

 

 

 

ทุกสีสาดส่องเข้ามายามเขาหลับตา เขานึกจินตนาการ พยายามนึกให้เหมือนไม่มีเขาอยู่ในห้อง เหมือนกับไม่ใช่เขาที่กำลังนึกอยู่ ครั้งหนึ่งเขาเคยไปโบสถ์เพื่อมองงานจิตรกรรมบนเพดาน หมู่เมฆประดับประดาด้วยเทวดาและนางฟ้า ทุกอย่างมีสีฟ้าของท้องฟ้า และสีทองจากพระอาทิตย์ มวลมนุษย์ศรัทธาในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็น เพื่อปลดปล่อย เพื่อยึดเหนี่ยว เพื่อมีเป้าหมาย เพื่อมีอิสระ ความงามที่แท้จริงมิใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือสิ่งที่มองไม่เห็น

 

 

 

 

 

 

มาร์คัสกะพริบตาสู้แสงที่สว่างขึ้นท่ามกลางความมืด

 

 

ใบหน้าของเทวทูตผู้มีเส้นผมสีทองและดวงตาสีท้องฟ้าปรากฏขึ้นพร้อมๆกับแสง

 

 

 

 

 

 

“ยินดีต้อนรับสู่เจริโก้” ไซม่อนกล่าวขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, natasha & wanda) : red is our color

title: red is our color

fandom: mcu, avengers: infinity war (2018)

relationship: natasha romanov / wanda maximoff

a/n: spoiler alert!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เริ่มแรกเธอมองวันด้าเป็นสาวรุ่นที่เธอไม่เคยได้เป็น

 

สวย สาว เต็มไปด้วยพละกำลัง ห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง รอดพ้นจากอดีตมืดดำ

 

 

 

วันด้าเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทีม ผู้หญิงหนึ่งในไม่กี่คนที่เธอไว้ใจและรู้จัก วันด้าอายุน้อยกว่าเธอ พวกเธอเป็นผู้หญิงในทีมที่เต็มไปด้วยผู้ชาย ความสนิทสนมจึงก่อตัวขึ้น ในฐานะคนที่เข้าใจกัน ในฐานะเพื่อน จากการเป็นเพื่อนเริ่มก่อเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เธอเริ่มมองวันด้าเป็นน้องสาวที่เธอไม่เคยมี เธออยากปกป้องวันด้าจากอะไรก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเธอรู้ว่าไม่มีวันที่โชคจะเข้าข้างคนอย่างพวกเธอ ฮีโร่ โชคไม่เข้าข้างฮีโร่เสมอไป เธอรู้ดี

 

และไม่ช้าไม่นาน รอยแผลก็ปรากฏขึ้น วันด้าเคยสูญเสีย แต่ไม่เคยทำให้ผู้อื่นสูญเสีย ด้วยน้ำมือของตัวเอง และบาดแผลมันบาดลึก เมื่อเธอมองใบหน้าที่เคยสดใสตอนมื้ออาหารเช้าเปลี่ยนเป็นใบหน้าหมองเศร้าในตอนมื้ออาหารเย็น เธอทนไม่ได้ วันด้ายังเด็กเกินไปสำหรับเรื่องพวกนี้

 

เธอกล่าวเรื่องนี้ออกไป เพื่อเห็นวันด้ามองเธออย่างเจ็บปวด

 

“ฉันโตแล้ว”

 

เธอประมาท เพิ่มบาดแผลให้กับเด็กคนนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หิมะเริ่มตกลงมา เธอนั่งอยู่บนดาดฟ้าชื้นแฉะของตึกอิฐเก่าแก่ มองภาพของเด็กสาวและชายหนุ่มคนรักของเด็กสาวคนนั้น

 

“แนท ผมว่าปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังเถอะ”

 

เสียงของสตีฟดังอยู่ในหูฟัง เธอไม่สนใจ ความสนใจทั้งหมดของเธออยู่แค่ภาพตรงหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อจากนี้ เธอคือเอเวนเจอร์ส

 

ค่ะ คุณนาตาชา

 

เรียกฉันว่าแนทก็ได้

 

 

 

 

หญิงสาววัยสามสิบ กับเด็กสาวอายุสิบห้า เด็กสาวที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนเธอ เด็กสาวที่เธอทั้งเคยและไม่เคยเป็น เด็กสาวที่มีทางเลือกเป็นของตัวเองเร็วกว่าเธอ เส้นผมสีแดงเพลิงของวันด้านั้นสีอ่อนกว่าเธอ แต่มันคือสีเพลิงเช่นเดียวกับเธอ นาตาชามองสีหน้าแววตาใสซื่อที่พยายามจดจ่อกับรายละเอียดต่างๆที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆกำลังพูด เธอตัดสินใจจะถือว่าวันด้าคือเพื่อนของเธอ

 

 

 

 

 

หรืออาจจะพี่น้อง

 

 

 

 

ถักผมให้มั้ย?

คะ?

ฉันถักผมเป็นนะ

 

 

 

 

นาตาชาไม่พูดเปล่า กดไหล่ของเด็กสาวเบาๆให้นั่งลง เริ่มต้นแตะลงบนเส้นผมสลวยสีเพลิง ถักทอเป็นเส้นเปียสลับซับซ้อน พวกเธอคุยกันถึงเรื่องต่างๆ อดีต ครอบครัว เมื่อเส้นเปียสุดท้ายเสร็จสิ้น เธอรู้ว่าเธอได้ถักทอสิ่งอื่นเช่นกัน มันคือ ความสัมพันธ์

 

 

 

พวกเราสนิทสนมกัน เธอรู้สิ่งที่วันด้าจะพูดหรือจะทำกับวิชั่นก่อนคนอื่นๆ วันด้ายอมบอกความลับและความกลัวของตัวเองให้กับเธอ เธอไว้ใจวันด้า พวกเรายิ้มให้กัน หัวเราะพูดคุยกันนับครั้งไม่ถ้วน กอดและปลอบโยนกันเบื้องหลังประตูห้องลงกลอน ผูกพันและปลอดภัยเมื่อมีกันและกัน พวกเราเป็นเหมือนพี่น้องต่างสายเลือด

 

 

 

 

 

 

หรืออาจจะเป็น อะไรที่มากกว่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

คืนหนึ่ง ในหนึ่งคืนของอีกคืนมากมายนับไม่ถ้วนที่โทนี่อยากฉลองให้กับอะไรก็ตามที่พอจะเอาเหล้าเข้ามาเกี่ยวข้องได้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงเพลง เสียงลมที่พัดอยู่ริมระเบียง และกลิ่นขี้ผึ้งจากลิปสติกของเธอที่อยู่บนริมฝีปากของวันด้า

 

 

 

“แนท…”

 

 

 

 

 

สีแดงบนริมฝีปากวันด้าผสมกับสีแดงสีเดียวกันบนริมฝีปากเธอ สีเพลิงบนเส้นผมของพวกเธอหลอมรวมกัน ในวินาทีที่เธอขโมยมันมาจากเด็กสาวคนนี้ ในวินาทีที่ระเบียงบนตึกดูเหมือนอยู่ห่างจากงานเลี้ยงออกไปนับพันไมล์ ในวินาทีที่เต็มไปด้วยสีแดง สีแดงบนแววตาอ่อนเยาว์ สีแดงบนเส้นผม สีแดงสดของเครื่องดื่มในมือ มีแค่พวกเราสองคนกับสีแดง และวันด้าคือสีแดงที่เธอตกหลุมรัก แต่…

 

 

เมื่อแสงสีแดงฉายขึ้นตามแนวขอบฟ้า วันด้าก็ไม่ใช่ของเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันขอดูเธออีกสักหน่อย”

 

 

เพราะวันด้าไม่เคยเป็นของเธอ เป็นเปลวเพลิงที่เธอไม่เคยเป็นและไม่มีวันได้ครอบครอง ถึงจะเป็นแบบนั้น เธอก็ยังเฝ้ามองเด็กคนนี้ต่อไปได้ ตราบเท่าอยู่ห่างกัน ตราบเท่าที่กองฟืนสองกองไม่เข้าหากันจนเผาผลาญเกินจะหยุดยั้ง

 

 

 

ฉันไปล่ะ…เด็กดี

 

 

 

 

นาตาชาลุกขึ้นยืน ผมสีซีดดั่งขี้เถ้าปลิวไปด้านหลัง เธอกำลังจะอ้าปากพูดกับสตีฟผ่านไมโครโฟนตัวเล็ก แต่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

“เรียกกำลังเสริมด่วน! เธอไม่ปลอดภัย ฉันจะลงไปดู…”