(fanfiction, detroit: become human) : there have always been ghosts in the machine

title: there have always been ghosts in the machine

fandom: detroit become human (2018)

relationship: markus & simon, elijah kamski & connor, hank anderson & connor (implies)

a/n: ชื่อเรื่องมาจากภาพยนตร์เรื่อง I,Robot (2004) ค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

– can a robot turn a canvas into a beautiful masterpiece?

– can you?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตไม่ใช่การเริ่มต้น

 

เอไลจาห์ระลึกถึงความคิดสวนกระแสข้อนี้ของเขาเสมอ ผู้คนมักคิดว่าชีวิตเต็มไปด้วยการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ แต่สำหรับเขา ชีวิตคือการสร้างและต่อยอดสิ่งที่มีอยู่บนโลกนี้ ต่อยอดสิ่งต่างๆจากสิ่งที่มนุษย์มีและไม่มี ต่อยอดจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ทันระลึกว่าต้องการ ชีวิตประจำวันจะขาดอะไรอีก เรามีทั้งสุขภาพที่ดี สิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากมาย อนาคตที่สดใสรอคอยเราอยู่ข้างหน้า มนุษยชาติพัฒนาขึ้นมาจากความหลังที่เต็มไปด้วยความขาด เราเติมเต็มรอยโหว่ในช่องให้เต็ม ด้วยคำสัญญาที่ว่าจะไม่มีอะไรมาขัดขวางวิทยาศาสตร์

 

 

 

เขาเริ่มต้นด้วยการสร้าง

 

เป็นการสร้างสรรค์อย่างไม่มีข้อจำกัดทางความคิดของเขา สิ่งประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นบนแบบแปลน ส่วนประกอบของการละทิ้งของมนุษย์ สิ่งที่ไม่มีใครอยากทำจำเป็นต้องมีทดแทน

 

 

จากนั้น-จากการเริ่มต้นแค่อุปกรณ์ เขานึกถึงชีวิต

 

 

จะเป็นอย่างไรหากเราสร้างสรรค์สิ่งที่มีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่ยินยอมจะทำสิ่งต่างๆแทนมนุษย์อย่างไร้ข้อกังขา ชีวิตที่ไม่มีชีวิต ชีวิตที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของเขาแต่ปราศจากการสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง เอไลจาห์นึกถึงการสร้างหุ่นยนต์ที่ไม่ใช่หุ่นยนต์ทั้งหมดเสียทีเดียว มันจำต้องมีเลือดเนื้อ ไขข้อ และความคิด แน่นอนว่าไม่ใช่ความคิดที่เทียบเคียงกับมนุษย์ได้ เป็นความคิดที่เหนือกว่าอารมณ์ของมนุษย์ ความคิดที่มีตรรกะและเหตุผลที่ประเมินออกมาเป็นค่าเปอร์เซ็นและตัวเลขทางคณิตศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นไม่นาน ชีวิตของเขาเริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก ในฐานะผู้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก ด้วยหุ่นที่ขยับปากร้องถ้อยคำทำนองสูงต่ำพร้อมด้วยสีหน้าที่เหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นายร้องเพลงนั้นได้เหมือนกันเหรอ?”

 

 

 

 

มาร์คัสหยุดยืนมองหุ่นอีกตน ไซม่อนนั่งร้องเพลงริมกองไฟ พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องจุดไฟเพื่ออาศัยความอบอุ่นจากมัน แต่การทำแบบนี้คือการเลียนแบบมนุษย์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับว่ากำลังเลียนแบบ พวกเขาจุดไฟขึ้นเพื่อมองเปลวเพลิงไหม้อยู่บนฟืน อันที่จริงกองไฟมันก็มีประโยชน์เหมือนกัน แสงสว่างจากมันส่องไปทั่วห้อง ทำให้เขาเก็บรายละเอียดบนใบหน้าของไซม่อนได้มากขึ้น

 

 

 

 

ไซม่อนเป็นหุ่นสำหรับครอบครัว นั่นอธิบายถึงสุ้มเสียงและท่าทีที่ดูอ่อนโยนเสมอ ไซม่อนมีผมสีทองและดวงตาสีฟ้าอ่อน สวยงาม มาร์คัสนึกถึงคำพูดของคาร์ล เขาเคยไม่เข้าใจความหมายของคำคำนี้ แต่ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจ สวยงาม องค์ประกอบของมาร์คัสทำให้เขาไม่อาจละสายตา

 

 

 

 

“ใช่”

 

 

ด้วยเปลวไฟที่ไหม้อยู่ แววตาของไซม่อนที่กระทบกับแสงพวกนั้นทำให้เขานึกถึงรูปวาดบนเพดานโบสถ์อีกครั้ง รูปวาดที่เต็มไปด้วยเทวทูตผมสีทองและแสงส่องสว่างจากฟากฟ้า ไซม่อนดูเหมือนเทวทูตเหล่านั้น

 

“มาร์คัส…นายเคย…” ไซม่อนหันมามองหลังจบบทเพลง “คิดอะไรบ้างมั้ย?”

 

“เช่นอะไร?”

 

“ก็พวก…เรื่องต่างๆ” มาร์คัสทรุดนั่งลงข้างๆคนพูด “เรื่องที่มนุษย์คิดกัน”

 

“อือ…” คนฟังสารภาพ “ฉันเคยคิด”

 

“เคย?”

 

“ใช่…เคย ฉันเคยสงสัยถึงสิ่งต่างๆที่เจ้าของของฉันพูดถึง เขาเป็นจิตรกร…” มาร์คัสยิ้มให้กับความหลัง “เขาสอนให้ฉันเป็นมนุษย์ เขาอธิบายและทำให้ฉันตั้งคำถามกับหลายสิ่งหลายอย่าง และ-”

 

 

มาร์คัสยั้งปากไว้ไม่ให้ความคิดสุดท้ายดังออกมา ทำให้ฉันสงสัยในเรื่องความงาม

 

และความรัก

 

 

“นายดูเหมือนจะมีเจ้าของที่ดีนะ” ไซม่อนยิ้มขมขื่น “สำหรับฉัน มันเริ่มตอนเที่ยงคืน ฉันหยิบตุ๊กตาขึ้นมาจากพื้นห้อง เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งหล่นอยู่บนพื้น มันมีรายชื่อหุ่นตัวอื่นและรายละเอียด ฉัน…”

 

มาร์คัสมองใบหน้าอ่อนโยนนั้นสลดลง ตบบ่าไซม่อนเบาๆเป็นเชิงปลอบโยน

 

“ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะทำอะไรแบบนี้…ฉันหมายถึง ฉันอาจจะไม่เร็วหรือฉลาดเท่ารุ่นอื่น แต่ฉันเคยคิดว่าพวกเขาคือครอบครัวของฉัน เพราะอย่างนั้นฉันถึงตัดสินใจจากมา”

 

น้ำตาไหลเอ่อในดวงตาสีแก้วเจือสีทองของกองฟืน

 

“แต่ฉันก็ไม่ฉลาดเท่าไหร่เลย นายพูดถูก มาร์คัส การอยู่แบบนี้มันไม่ใช่อิสระ ฉันมันไม่ได้เรื่องเลย ถ้าไม่มีนายเราคง…”

 

 

 

ก่อนที่จะทันรู้ตัว ก่อนที่คำว่ามาร์คัสที่ดังออกมาด้วยเสียงของไซม่อนจะถูกบันทึกลงในหน่วยความจำของมาร์คัส ก่อนที่มาร์คัสจะตัดสินใจว่าควรทำอย่างไรกับสีหน้าประหลาดใจของไซม่อน ส่วนที่เป็นริมฝีปากของพวกเขาบรรจบกัน มันไม่มีความร้อนระบายไปทั่วร่างเหมือนมนุษย์ แก้มของไซม่อนไม่ขึ้นสี แต่มันเหมือนมีประจุไฟฟ้าแล่นผ่านระหว่างพวกเขา สิ่งที่ใกล้เคียงกับความรักในตอนนี้สำหรับเขามันคือสีสันนับล้าน ไซม่อนลืมตาขึ้น จากนั้นทุกอย่างก็ถูกย้อมด้วยสีฟ้าและบทเพลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเพลงจบลงเพื่อเป็นการเริ่มต้นความสำเร็จของเขา หุ่นจำนวนมากทดแทนสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องการจะทำ พวกมันไม่มีการปริปากบ่น ไม่มีการแสดงความคิดเห็น ทั้งวันทั้งคืนสามารถทำสิ่งต่างๆซ้ำๆเดิมๆได้ไม่มีจบสิ้น เลือดสีฟ้าไหลเวียนในร่างที่มีชีวิตแต่ไร้ชีวิต เอไลจาห์มองรอยยิ้มและผู้รับคำสั่งพวกนั้นอย่างเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายทำให้เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างทั้งที่มีทุกอย่าง

 

สีฟ้าเจืออยู่บนเกล็ดน้ำแข็งนอกหน้าต่าง และบนสีตาของเธอที่แน่นิ่งไม่ไหวติง ถึงจะมีกระบอกปืนจ่ออยู่แบบนั้นก็ยังไม่มีแม้แต่ความกลัว เธอพร้อมจะตาย เพราะเธอรู้ว่าเธอไม่ใช่ชีวิตที่มีอยู่จริง

 

 

หุ่นจากไซเบอร์ไลฟ์ที่ถือปืนอยู่นั้นกลับเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความกลัว ไฟสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างว้าวุ่น คอนเนอร์ใช้เวลาตัดสินใจนานกว่าหุ่นทั่วไปที่คงเหนี่ยวไกไปเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดกระบอกปืนก็ลดลง คอนเนอร์ปฏิเสธคำสั่งจากมนุษย์

 

 

หุ่นตัวนี้มีชีวิต

 

 

 

“ไปกันเถอะคอนเนอร์” นายตำรวจโอบไหล่หุ่นของตนออกไปด้วยภาษากายที่ทำให้เขาเข้าใจได้ไม่ยาก ทั้งคู่เป็นมากกว่าเจ้าของหุ่นและผู้รับคำสั่ง อาจเป็นถึงคนรัก แน่นอน…เป็นถึงคนรัก หุ่นตัวนี้มีความรักกับมนุษย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“…หุ่นแอนดรอยด์มีความรักกับหุ่นแอนดรอยด์”

 

 

ไซม่อนพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากการร่วมรัก ถ้าหากเขาเรียกกันว่าแบบนั้น มาร์คัสยิ้มให้กับความคิด คาร์ลจะคิดยังไงถ้าหากเขามีโอกาสรอดชีวิตกลับไปเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟัง

 

 

ผิวขาวเนียนบนแก้มของไซม่อนทำให้เขาอดเอื้อมมือไปสัมผัสไม่ได้

 

 

 

“ฉันรักนาย”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอไลจาห์เอื้อมมือออกไป สัมผัสกับความว่างเปล่า สถานการณ์โดยรวมย่ำแย่ลงทุกวัน หุ่นตัวนั้นที่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นผู้สร้าง เป็นความผิดพลาดที่เขาสร้างขึ้นเอง และหลังจากอยู่กับความแน่นอนและความสมบูรณ์แบบกับการสร้างและการต่อยอดมาตลอดชีวิต เอไลจาห์ชื่นชมและปรารถนาข้อบกพร่องเหล่านั้น

 

 

 

หากคอนเนอร์เป็นของเขา หากเขาเป็นผู้ออกคำสั่งและมีผู้รับคำสั่งที่ดื้อดึงเช่นนั้นมันจะเป็นเช่นไร จะเร้าใจแค่ไหนหากได้สัมผัสกับความบกพร่องที่มีชีวิต จะเป็นอย่างไรหากเขาได้ครอบครองข้อผิดพลาดทั้งหลายที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่าอยากสร้างขึ้นมาตลอด จะเป็นอย่างไรกัน?

 

 

 

 

 

 

 

 

หิมะยังคงโปรยปรายลงมา ท่ามกลางชีวิตที่ทั้งมีและไม่มีชีวิต มีความรักและยังไม่รู้จักความรัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

Advertisements

(fanfiction, detroit: become human) : press start

title: press start

fandom: detroit: become human (2018)

relationship: hank anderson & connor, markus & simon

a/n: ใครก็ได้ช่วยบอกคอนเนอร์ให้หยุดชิมทุกอย่างที ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

‘หันมาให้กล้องเห็นหน่อยครับ’

 

คอนเนอร์ยิ้มกว้างเมื่อชายวัยกลางคนหันหน้ามา ภาพบนจอปรากฏรอยยิ้มมุมปาก เหนือเคราสีขาวนั้นคือแววตาของคนที่ผ่านอะไรมามากกว่าที่เขาเคยพานพบ มันทั้งเศร้า ทั้งคุกกรุ่น ทั้งสนุกสนาน มันหลอมรวมกันเป็นดวงตาสีใสของแฮงค์ มันถูกบันทึกลงลึกในหน่วยความทรงจำของเขา คั่งค้างอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่เป็นของใครและไม่มีวันลบเลือน มันช่างยากจะอธิบาย

 

‘ยิ้มหน่อยสิครับ’

 

ลูกตื้อ ตื้อแล้วตื้ออีกจนในที่สุดจากรอยยิ้มมุมปากที่แทบมองไม่เห็นก็ปรากฎขึ้นเป็นรอยยิ้มเด่นชัด พอใจรึยัง? ไอ้หนู สรรพนามที่มีเฉพาะเจาะจงให้กับเขาเท่านั้น และรอยยิ้มนั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่รอยยิ้มทั่วไป มันเจือด้วยสีตา เจือด้วยความรู้สึกที่ถ่ายทอด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“คอนเนอร์…”

 

“ครับ?”

 

 

 

 

หุ่นแอนดรอยด์วางแท็บเล็ตลงบนตัก ภาพรอยยิ้มและตัวอักษรบทสนทนาดับวูบ เหลือเพียงจอสีดำสนิท คอนเนอร์มองลงบนจอนั้น มีใบหน้าซีดจางไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ใดๆสะท้อนอยู่บนนั้น

 

 

 

“เลิกเล่นเกมพวกนั้นซะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับคดีของเรา”

 

“ครับผู้หมวด”

 

เขารับคำ แต่หากให้สารภาพ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทาง เขาไม่ใช่พวกแปลกแยก บางทีเขาอาจจะแค่ซึมซับความคิดต่อต้านตัวเองและคนอื่นๆมาจากแฮงค์) เขาอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากทางเลือกทุกอย่างถูกเลือก? จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนสองคน? เขาอยากรู้ตอนจบ

 

 

(ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น เขาไม่ควรอยากรู้ การคาดเดามีพื้นฐานและกลไกของมัน มันไม่ใช่การคาดเดาด้วยซ้ำ มันคือการคาดคะเน ที่มีทฤษฎีและตัวเลขความเป็นไปได้ ไม่ใช่การครุ่น-)

 

“คิดอะไรอยู่เหรอ? ไอ้หนู”

 

 

ดินฟ้าอากาศ ตอบไปสิ เรื่องดินฟ้าอากาศ “กำลังคิดเรื่องฝนที่ตกตอนนี้ครับ มันอาจทำให้รอยเท้าของคนร้ายหายไปก่อนเราจะไปถึงที่เกิดเหตุ เราน่าจะ-”

 

“ไม่ใช่คืนนี้…เราจะไม่ไปที่นั่นคืนนี้”

 

“งั้นเหรอครับ?” คอนเนอร์ถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบ

 

 

 

 

 

 

กลับมาสู่การครุ่นคิด คอนเนอร์กะพริบตา บางทีอแมนด้าอาจทำให้เขาเหมือนมนุษย์มากจนเกินไป บางทีทุกอย่างอาจมีเหตุผล หรือไม่มีเหตุผล (นั่นคือสิ่งที่เขากลัวมากที่สุด) เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะหมดทางเลือกที่จะเดินต่อ

 

ฝนยังคงตกลงมา เมื่อมองออกไป คอนเนอร์กลับรู้สึกหนาวขึ้นมาจับใจ นั่นทำให้เขากลัวมากขึ้นไปอีก เพราะหากมีความรู้สึก ย่อมหมายถึงแปลกแยก

 

(นายจะกลัวอะไร? กลัวที่จะเป็นตัวเองหรือไง?)

 

นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขากลัวเช่นกัน เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาควรจะเป็นใคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รถจอดหน้าบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ คอนเนอร์ลงจากรถ มีเสียงเห่าของเจ้าซูโม่เห่าต้อนรับแขกและเจ้าของบ้าน มีกลิ่นของดิน กลิ่นของหญ้า เสียงแมลงและเสียงกบร้อง รายละเอียดทั้งหมดถูกจดจำภายในไม่ถึงเสี้ยววินาทีในมุมมองของคอนเนอร์

 

 

“จะเข้ามามั้ย?” เจ้าของบ้านกล่าวเชิญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นอีกครั้งที่ได้เข้ามา โทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งไว้ บิลค่าน้ำค่าไฟและจดหมายวางกองเรี่ยราดบนโต๊ะกาแฟ ไม่มีขวดเหล้าในห้องนั่งเล่น แต่กลิ่นของมันมีอยู่ทั่วไป เช่นเดียวกับเขม่าปืนในคืนนั้น

 

(คืนนั้น ถ้าเขามาช้าไป แฮงค์อาจไม่ตื่นขึ้นมาอีก)

 

 

 

 

 

 

 

“เดี๋ยวฉันจะไปอาบน้ำ แกนอนที่โซฟากับซูโม่ไปละกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คอนเนอร์ลืมตาขึ้น แปลกใจเต็มประดาเมื่อตัวเขาเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ารถขายแฮมเบอร์เกอร์ร้านเดิม เจ้าประจำของแฮงค์ กลิ่นไส้กรอกย่างและโปรตีนชนิดอื่นๆไหม้เกรียมบนกระทะ เขามองไม่เห็นว่าทุกคนชื่ออะไรหรือมีประวัติอาชญากรรมเรื่องอะไร แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าเขาจะปลอดภัย

 

“กินสิ”

 

แฮงค์กับเบอร์เกอร์ที่เขาไม่สามารถคำนวนแคลอรีจากการมอง แฮงค์คะยั้นคะยอให้เขาชิม และเมื่อเขากัดลงไป มันคือความชุ่มช่ำของเนยบนขนมปัง รสชาติหอมหวานของผักกาด และเนื้อย่างรสชาติเยี่ยม คอนเนอร์สำลัก เป็นไปได้อย่างไร และเมื่อกลืนน้ำหวานจากแก้วเพื่อแก้อาการ ลิ้นของเขารับรู้ถึงรสชาติหวานซ่า

 

“อร่อยใช่มั้ย?”

 

แฮงค์ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันอบอุ่นจนเขารู้สึกได้ และเมื่อมองออกไปตามท้องถนน ทุกคนดูร่าเริงสดใส เพราะทุกคนนั้นไม่มีใครแตกต่าง เสียงเพลงแว่วมาจากรถขายไอศกรีม เสียงเด็กๆหัวเราะ แม้แต่แฮงค์ก็ยังหัวเราะ

 

 

 

 

 

 

 

 

“คอนเนอร์”

 

“หืม?”

 

คอนเนอร์ลืมตาขึ้น มองเห็นเคราสีขาว เสียงฝนตกกระทบบานหน้าต่างกลับมาอีกครั้ง

 

“แกนอนละเมอ”

 

“อะไรนะครับ?”

 

“แกนอนละเมอ…แกพูดว่า อร่อยมาก

 

 

คอนเนอร์ลุกขึ้นนั่ง มองโทรทัศน์ที่ฉายภาพกีฬาฮอกกี้ และซูโม่ที่นอนหมอบอยู่บนพรม “ผมฝัน…”

 

“แกฝัน?”

 

“ครับ” คอนเนอร์หยุดคิดเรียบเรียงคำพูด “ผมฝันถึงสถานที่ ผู้คน และคุณ”

 

“ฉันเนี่ยนะ?”

 

“ครับ คือ…” เป็นครั้งแรกที่เขากล้ายอมรับกับตัวเอง เขากลัวที่จะพูดเรื่องนี้ออกไป เพราะงั้น​ “ไม่มีอะไรหรอกครับ”

 

“คอนเนอร์” แฮงค์นั่งลงบนโซฟา คอนเนอร์รีบเขยิบหนี “แกเป็นอะไร?”

 

“คือผม…คือ…”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(นอกจากความฝัน ผมเห็นรอยยิ้มของคุณชัดกว่าทุกสิ่ง ผมมองคุณด้วยความเคารพและยกย่อง แต่นานวันเข้า มันเริ่มมีสิ่งอื่นที่ผมไม่เข้าใจ ผมควรจะจับคนร้าย ผมควรจะมองภารกิจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม แต่ผมเลือกคุณ ไม่ว่าจะมีอีกกี่ทางเลือก ผมก็เลือกคุณ ผมเลือกคุณ-แฮงค์ เพราะฉะนั้น ผมจึงกลัวเหลือเกิน เป็นความกลัวที่ผมไม่สามารถจำกัดความ ไม่สามารถอธิบายได้ นอกเสียจากว่ามันหมายถึง ผมจะเสียคุณไป)

 

 

 

 

 

“แฮงค์ คือผม…”

 

 

 

 

 

 

คอนเนอร์ตัดสินใจทำสิ่งที่แปลกแยกที่สุดในชีวิตของเขา สัมผัสส่วนที่เป็นริมฝีปากของตนเองลงบนริมฝีปากของแฮงค์ มันมีกลิ่นวิสกี้เจือจางอย่างเข้มข้น มีกลิ่นบุหรี่ มีกลิ่นของแฮมเบอร์เกอร์และน้ำหวาน ในทันใดนั้น เป็นอีกครั้งที่คอนเนอร์เห็นสีสันพวกนั้นแม้จะหลับตาอยู่ สีสะท้อนแสงของเกล็ดปลาในตู้ สีแวววับของเหรียญเงิน สีแดงของกำแพงที่กั่นระหว่างตัวเขาและตัวเขาจริงๆ และสีฟ้าในดวงตาของแฮงค์

 

 

 

“คอนเนอร์”

 

 

 

ถึงเวลาตอนจบของเกมแล้ว เมื่อคุณเลือกทางเลือก คุณต้องรับผลที่ตามมาจากการเลือกให้ได้

 

 

 

“คอนเนอร์”

 

 

 

แฮงค์มองน้ำตาที่ไหลอาบลงมาตามแก้มเนียน มันใสและเจือสีฟ้าอ่อน คอนเนอร์ดูเป็นมนุษย์ยิ่งกว่ามนุษย์ แสงจากโทรทัศน์ส่องเข้าเลนส์ตาสีน้ำตาลเข้ม “ผมขอโทษ”

 

“ไม่จำเป็นหรอก”

 

 

 

 

 

 

 

 

มันไม่จำเป็น เพราะต่อจากนั้น แฮงค์เลือกเดินเส้นทางใหม่ สัมผัสจากมนุษย์ช่างเหนือจริงยามเมื่อเขาคิดว่าเขาสามารถรู้สึกถึงความหมายของมัน ไฟบนขมับของคอนเนอร์กะพริบรัวเป็นสีเหลือง สีฟ้า สีแดง เป็นความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกต้องการ และความรัก

 

 

 

 

 

 

ความรักอาจซับซ้อนยิ่งกว่าโปรแกรมของเขา หรือบางทีอาจไม่มีใครเข้าใจความรัก มีเพียงแค่รู้สึก

 

 

 

 

 

 

 

เพราะฉะนั้น เขาจะเล่นเกมนี้ต่อไปพร้อมๆกับแฮงค์ และรอดูว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร โดยที่เขาจะไม่คาดเดา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

&&:

 

 

 

 

ผืนผ้าใบไม่เคยบอกถึงความงามที่แท้จริง

 

เขาลากเส้นสีลงไป ถ่ายทอดความรู้สึกออกมายามหลับตา และลืมตาขึ้นเพื่อสงสัยว่า ทั้งหมดนี้ที่เขาเห็นบนผ้าใบเป็นฝีมือของใคร

 

 

 

 

 

ทุกสีสาดส่องเข้ามายามเขาหลับตา เขานึกจินตนาการ พยายามนึกให้เหมือนไม่มีเขาอยู่ในห้อง เหมือนกับไม่ใช่เขาที่กำลังนึกอยู่ ครั้งหนึ่งเขาเคยไปโบสถ์เพื่อมองงานจิตรกรรมบนเพดาน หมู่เมฆประดับประดาด้วยเทวดาและนางฟ้า ทุกอย่างมีสีฟ้าของท้องฟ้า และสีทองจากพระอาทิตย์ มวลมนุษย์ศรัทธาในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็น เพื่อปลดปล่อย เพื่อยึดเหนี่ยว เพื่อมีเป้าหมาย เพื่อมีอิสระ ความงามที่แท้จริงมิใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือสิ่งที่มองไม่เห็น

 

 

 

 

 

 

มาร์คัสกะพริบตาสู้แสงที่สว่างขึ้นท่ามกลางความมืด

 

 

ใบหน้าของเทวทูตผู้มีเส้นผมสีทองและดวงตาสีท้องฟ้าปรากฏขึ้นพร้อมๆกับแสง

 

 

 

 

 

 

“ยินดีต้อนรับสู่เจริโก้” ไซม่อนกล่าวขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(fanfiction, natasha & wanda) : red is our color

title: red is our color

fandom: mcu, avengers: infinity war (2018)

relationship: natasha romanov / wanda maximoff

a/n: spoiler alert!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เริ่มแรกเธอมองวันด้าเป็นสาวรุ่นที่เธอไม่เคยได้เป็น

 

สวย สาว เต็มไปด้วยพละกำลัง ห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง รอดพ้นจากอดีตมืดดำ

 

 

 

วันด้าเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมทีม ผู้หญิงหนึ่งในไม่กี่คนที่เธอไว้ใจและรู้จัก วันด้าอายุน้อยกว่าเธอ พวกเธอเป็นผู้หญิงในทีมที่เต็มไปด้วยผู้ชาย ความสนิทสนมจึงก่อตัวขึ้น ในฐานะคนที่เข้าใจกัน ในฐานะเพื่อน จากการเป็นเพื่อนเริ่มก่อเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เธอเริ่มมองวันด้าเป็นน้องสาวที่เธอไม่เคยมี เธออยากปกป้องวันด้าจากอะไรก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเธอรู้ว่าไม่มีวันที่โชคจะเข้าข้างคนอย่างพวกเธอ ฮีโร่ โชคไม่เข้าข้างฮีโร่เสมอไป เธอรู้ดี

 

และไม่ช้าไม่นาน รอยแผลก็ปรากฏขึ้น วันด้าเคยสูญเสีย แต่ไม่เคยทำให้ผู้อื่นสูญเสีย ด้วยน้ำมือของตัวเอง และบาดแผลมันบาดลึก เมื่อเธอมองใบหน้าที่เคยสดใสตอนมื้ออาหารเช้าเปลี่ยนเป็นใบหน้าหมองเศร้าในตอนมื้ออาหารเย็น เธอทนไม่ได้ วันด้ายังเด็กเกินไปสำหรับเรื่องพวกนี้

 

เธอกล่าวเรื่องนี้ออกไป เพื่อเห็นวันด้ามองเธออย่างเจ็บปวด

 

“ฉันโตแล้ว”

 

เธอประมาท เพิ่มบาดแผลให้กับเด็กคนนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หิมะเริ่มตกลงมา เธอนั่งอยู่บนดาดฟ้าชื้นแฉะของตึกอิฐเก่าแก่ มองภาพของเด็กสาวและชายหนุ่มคนรักของเด็กสาวคนนั้น

 

“แนท ผมว่าปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังเถอะ”

 

เสียงของสตีฟดังอยู่ในหูฟัง เธอไม่สนใจ ความสนใจทั้งหมดของเธออยู่แค่ภาพตรงหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต่อจากนี้ เธอคือเอเวนเจอร์ส

 

ค่ะ คุณนาตาชา

 

เรียกฉันว่าแนทก็ได้

 

 

 

 

หญิงสาววัยสามสิบ กับเด็กสาวอายุสิบห้า เด็กสาวที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนเธอ เด็กสาวที่เธอทั้งเคยและไม่เคยเป็น เด็กสาวที่มีทางเลือกเป็นของตัวเองเร็วกว่าเธอ เส้นผมสีแดงเพลิงของวันด้านั้นสีอ่อนกว่าเธอ แต่มันคือสีเพลิงเช่นเดียวกับเธอ นาตาชามองสีหน้าแววตาใสซื่อที่พยายามจดจ่อกับรายละเอียดต่างๆที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆกำลังพูด เธอตัดสินใจจะถือว่าวันด้าคือเพื่อนของเธอ

 

 

 

 

 

หรืออาจจะพี่น้อง

 

 

 

 

ถักผมให้มั้ย?

คะ?

ฉันถักผมเป็นนะ

 

 

 

 

นาตาชาไม่พูดเปล่า กดไหล่ของเด็กสาวเบาๆให้นั่งลง เริ่มต้นแตะลงบนเส้นผมสลวยสีเพลิง ถักทอเป็นเส้นเปียสลับซับซ้อน พวกเธอคุยกันถึงเรื่องต่างๆ อดีต ครอบครัว เมื่อเส้นเปียสุดท้ายเสร็จสิ้น เธอรู้ว่าเธอได้ถักทอสิ่งอื่นเช่นกัน มันคือ ความสัมพันธ์

 

 

 

พวกเราสนิทสนมกัน เธอรู้สิ่งที่วันด้าจะพูดหรือจะทำกับวิชั่นก่อนคนอื่นๆ วันด้ายอมบอกความลับและความกลัวของตัวเองให้กับเธอ เธอไว้ใจวันด้า พวกเรายิ้มให้กัน หัวเราะพูดคุยกันนับครั้งไม่ถ้วน กอดและปลอบโยนกันเบื้องหลังประตูห้องลงกลอน ผูกพันและปลอดภัยเมื่อมีกันและกัน พวกเราเป็นเหมือนพี่น้องต่างสายเลือด

 

 

 

 

 

 

หรืออาจจะเป็น อะไรที่มากกว่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

คืนหนึ่ง ในหนึ่งคืนของอีกคืนมากมายนับไม่ถ้วนที่โทนี่อยากฉลองให้กับอะไรก็ตามที่พอจะเอาเหล้าเข้ามาเกี่ยวข้องได้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงเพลง เสียงลมที่พัดอยู่ริมระเบียง และกลิ่นขี้ผึ้งจากลิปสติกของเธอที่อยู่บนริมฝีปากของวันด้า

 

 

 

“แนท…”

 

 

 

 

 

สีแดงบนริมฝีปากวันด้าผสมกับสีแดงสีเดียวกันบนริมฝีปากเธอ สีเพลิงบนเส้นผมของพวกเธอหลอมรวมกัน ในวินาทีที่เธอขโมยมันมาจากเด็กสาวคนนี้ ในวินาทีที่ระเบียงบนตึกดูเหมือนอยู่ห่างจากงานเลี้ยงออกไปนับพันไมล์ ในวินาทีที่เต็มไปด้วยสีแดง สีแดงบนแววตาอ่อนเยาว์ สีแดงบนเส้นผม สีแดงสดของเครื่องดื่มในมือ มีแค่พวกเราสองคนกับสีแดง และวันด้าคือสีแดงที่เธอตกหลุมรัก แต่…

 

 

เมื่อแสงสีแดงฉายขึ้นตามแนวขอบฟ้า วันด้าก็ไม่ใช่ของเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฉันขอดูเธออีกสักหน่อย”

 

 

เพราะวันด้าไม่เคยเป็นของเธอ เป็นเปลวเพลิงที่เธอไม่เคยเป็นและไม่มีวันได้ครอบครอง ถึงจะเป็นแบบนั้น เธอก็ยังเฝ้ามองเด็กคนนี้ต่อไปได้ ตราบเท่าอยู่ห่างกัน ตราบเท่าที่กองฟืนสองกองไม่เข้าหากันจนเผาผลาญเกินจะหยุดยั้ง

 

 

 

ฉันไปล่ะ…เด็กดี

 

 

 

 

นาตาชาลุกขึ้นยืน ผมสีซีดดั่งขี้เถ้าปลิวไปด้านหลัง เธอกำลังจะอ้าปากพูดกับสตีฟผ่านไมโครโฟนตัวเล็ก แต่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

“เรียกกำลังเสริมด่วน! เธอไม่ปลอดภัย ฉันจะลงไปดู…”

 

 

(fanfiction, thor & loki) : liar

title: liar

fandom: mcu, avengers: infinity war (2018)

relationship: thor & loki

a/n: spoiler alert!

 

 

 

 

 

 

 

 

“It hurts, doesn’t it? Being lied to.”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นับเป็นความพินาศย่อยยับที่ข้ายอมรับว่าข้ามิอาจรับมือ

 

 

การทอดสายตามองเรือนร่างไร้ชีวิตของผู้คนนับพันทำหัวใจข้ารวดร้าว น้องชายของข้ายืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าอดกลั้นในอารมณ์ ข้าแอบหวังว่านี่อาจเป็นเพียงแผนการของโลกิอีกครั้ง และถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าคิดไว้ว่าข้าคงรับมือไหว

แต่โลกิมิมีทางทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยืนอยู่เบื้องหลังดั่งเงา โลกิมิมีทางกอบโกยอำนาจ มิมีทางวางแผนเพื่อซุกซ่อนอยู่ในความมืด สิ่งที่โลกิเดียดฉันท์ที่สุดคือการถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเช่นเงาไร้ค่า และในตอนที่โลกิก้าวเร้นเข้าสู่เงามืดมากขึ้น ข้าจึงรู้ว่า ข้าหมดหวังเสียแล้ว

 

 

 

“พี่ชายเจ้า ตรัสแต่คำลวงยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก”

 

 

โลกิสงบนิ่ง และจากการอยู่ร่วมกันมานับพันปี ข้ารู้ว่าน้องข้ากำลังประเมินศัตรู

ท่านแม่มิได้สอนสั่งข้ามากนัก ข้าเป็นดั่งพละกำลัง การต่อสู้คือสิ่งที่ข้าให้ความสำคัญ ในขณะที่โลกิฝักใฝ่ในการวางกลยุทธ์

 

 

“ธานอส…ข้ามิอาจพูดได้เต็มปากว่า-”

“เราไม่มีสิ่งนั้นที่เจ้าว่า! เทสเซอแรคต์สูญสิ้นแล้วเฉกเช่นเดียวกับแอสการ์ด!”

 

 

ธานอสหันมองคนขัดจังหวะเจรจา โลกิยังคงนิ่ง ไม่ได้สนับสนุนหรือโต้แย้งคำพูดของพี่ชาย

 

 

“โลกิ เจ้า….”

อย่าได้บอกนะว่าเจ้าเก็บมันมา เจ้าน้องโง่เง่า เราจักตายกันหมด

 

 

ธานอสหันกลับไปมองโลกิ แย้มยิ้มอย่างรู้ทัน “ข้ารู้จักเจ้าดี โลกิ เจ้ามีมันอยู่กับตัว”

 

 

โลกิหลับตาลง ตัดสินใจเลือกทางเลือก “ข้าไม่มีสิ่งนั้น”

 

 

ธานอสรับฟัง ก่อนวางฝ่ามือลงบนศีรษะของเทพเจ้าอีกตน “พี่ชายเจ้า แลกกับเทสเซอแรคต์ มิฉะนั้น…”

 

“ฆ่าเขาเสียเลยสิ”

 

“โลกิ เจ้ามันโง่เง่า!”

มันจะจัดการกับข้า และจากนั้นชะตากรรมของเจ้าคงมิแตกต่าง

 

 

 

 

 

“ฆ่าเขาสิ”

 

โลกิตรัสเสียงเรียบเฉย แต่น้ำตาคลอหน่วย ริมฝีปากสั่น

 

“ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้น…”

 

 

 

 

 

 

 

ความเจ็บปวดเสียดแทงเข้ามา กะโหลกแทบแหลกคามือของอสูรกาย ข้ามองไปยังน้องชายของข้า ยืนอยู่ตรงนั้น เป็นดวงใจของข้าอีกดวงที่ข้าหวังว่าจะไม่ดับสูญไปเมื่อดวงใจในอกของข้าสลายลง ข้าหวังให้โลกิรอด อย่างน้อยโลกคงยังเป็นที่พักพิงได้

 

ภาพของท่านพ่อฉายเข้ามาเหมือนสิ่งที่ข้าเคยได้ยินบนโลกว่าภาพยนตร์ ท่านพ่อ ท่านแม่ ณ สุดทางของทุ่งหญ้าอันเป็นนิรันดร์ ไม่มีแอสการ์ด ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามิอาจรักษาสัญญา ข้ากำลังจะสิ้น โลกิ… แต่มันไม่ใช่ความผิดของโลกิ มิเคยเป็น

 

 

 

 

 

 

 

โลกิน้ำตานองอาบหน้า “พอ…” สุรเสียงแตกพร่าพ่ายแพ้ที่ข้ามิต้องการจะสดับดังก้อง “พอได้แล้ว!”

 

“เทสเซอแรคต์” ธานอสว่า “มิฉะนั้นพี่เจ้าจักสิ้น”

 

 

 

 

 

แสงสีฟ้าประกายวาบบาดตาปรากฏขึ้น

 

 

 

“โลกิ!” ข้าตะโกนออกไปอย่างไร้เหตุผล ด้วยความโกรธาและสิ้นหวัง

 

 

 

 

 

 

“อย่าทำอะไรพี่ข้า” โลกิยื่นมือที่มีวัตถุนั้นออกไปให้ ก่อนกระซิบเสียงเบา

 

 

“ข้ามีของแถม”

 

 

 

 

 

 

บรูซเพื่อนยากในร่างของฮัลค์กระโจนเข้าสู้ โลกิถลาเข้าหาข้า ตรัสคำลวง เชื่อใจข้า เราจะรอด

 

 

 

 

มันเป็นคำลวง เพราะหลังจากนั้น เราแพ้ ฮัลค์สลบเหมือดอยู่ริมโถง ข้ารู้แล้วในที่สุดว่าเราจักต้องสูญสิ้นเช่นเดียวกับแอสการ์ด

 

 

 

 

 

 

ข้าตรัสสิ่งใดเพื่อเป็นการห้ามมิได้ และเพียงชั่วพริบตา ชีวิตโลกิอยู่ในกำมือของมัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“โอ๊ย!”

 

“เจ้าอยู่นิ่งๆเสียสิ”

 

ธอร์พยายามไม่ขยับตัว มือหยาบและเต็มไปด้วยรอยแผลอยู่ในกำมือของน้องชาย นิ้วมือขาวแตะลงบนฝ่ามือบ่มแดดของพี่ชาย รอยแผลจางไปตามมนตราที่ร่ายออกมา ธอร์ทอดสายตามองฝ่ามือตนตาไม่กะพริบ

 

“นี่มันมหัศจรรย์! ข้า…”

 

“อยู่นิ่งๆ”

 

เสียงสั่งเด็ดขาดดังออกมา และธอร์ก็ได้แต่ยินยอมทุกครั้งไป สายลมแห่งวสัตฤดูหยอกล้อเส้นผมสีดำที่เรียบตึงให้พริ้วไหว ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยมนตรา ธอร์รู้ในนาทีนั้นทันทีว่าใครคือดวงใจของตน

 

อนุชาของธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า ดวงใจของข้า โลกิของข้า

 

“เสร็จแล้ว เจ้าหายดีแล้ว”

 

“ขอบคุณมาก ข้า…โอ๊ย!”

 

มันควรจะหายดี แต่ดันมีความเจ็บปวดอยู่ที่ปลายนิ้ว “ไหน ขอข้าดูหน่อย” โลกิยกมือของพี่ชายขึ้นมองใกล้ๆ

 

“มีเสี้ยนตำนิ้วมือเจ้า ธอร์…” โลกิยิ้มด้วยความระอา “เจ้าเล่นซุกซนเยี่ยงใดอีก”

 

“ข้าเปล่า…”

 

“ท่านพี่ เศษเสี้ยนตำนิ้วมือท่านแบบนี้ หากท่านไม่อยู่เฉย มันจะถลำลึก”

 

“เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่?”

 

“ได้…แต่จำไว้ หากเจ้าดิ้นรนมันยิ่งทิ่มแทงเจ้า…”

 

 

 

 

 

มันยิ่งทิ่มแทงข้า เศษไม้เล็กๆไม่มีพิษภัย ดวงใจของข้า โลกิเติบโตขึ้น วันเวลาหล่อหลอมผู้คน กาลเวลาผันเปลี่ยน แปรเปลี่ยนระหว่างเรา ข้าเติบใหญ่และเจิดจ้าประดุจแสงอัศนี ในคราเดียวกันนั้น โลกิหลีกเร้นเข้าสู่เงามืด ยิ่งข้าดิ้นรน ข้ายิ่งเจ็บปวด ยิ่งข้าเข้าหา ยิ่งข้าเฉิดฉาย ข้ายิ่งเพิ่มเงา

 

ความพยายามของข้าช่างโง่เง่า เราทั้งสองต่างโง่เง่า ยามข้ามองเห็นน้องชายข้า ข้ามองเห็นความผิดพลาดของตัวเอง การกระทำของข้า การดิ้นรนของข้าไร้ประโยชน์ ตลอดเวลาข้าได้รับเพียงคำลวง จนในท้ายที่สุด เมื่อคำลวงนั้นกลับเป็นความจริง หายนะกลับมาเยือนเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เจ้าจักไม่มีวันเป็นดั่งเทพ”

 

 

 

 

 

 

พี่ข้า…ธอร์…สักวันสุรยันจักฉายแสงให้กับเราอีกครา

 

 

 

 

 

คำลวง คำลวงอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

“โลกิ! อย่า!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มือสีซีดที่ดิ้นรนทิ้งลงข้างลำตัว ลมหายใจหลุดลอย

 

 

ใจของธอร์สลายเป็นนับล้านๆชิ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“สิ้นครานี้ ไม่มีฟื้นตื่น”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้าจักอยู่เคียงข้างท่านนับจากนี้

ข้าหวังว่าโลกจะต้อนรับข้า

ข้ารักท่าน

 

 

 

 

 

ล้วนแล้วแต่คำลวง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงสีฟ้ามอดลง ธอร์ลอยเคว้งคว้างท่ามกลางดวงดารา ใจถือยึดเหนี่ยวคำลวงพวกนั้นไว้ แม้จวบจนจะสิ้นลม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FIN

 

{fanfiction, dark} : in the middle of

title: in the middle of

fandom: dark (netflix, 2017-present), a cure for wellness (2017)

relationship: ulrich nielsen / jonas kahnwald, volmer / lockhart (implies)

genre: crossover, alternative universe, (kinda pwp)

a/n: ฟิคนี้เขียนเพื่อฟีฟี่ (@suzugos_ ) นอกจากนี้ก็เขียนเพื่อสนองนี้ดเรือผีคุณหมอปลาไหล เป็นฟิคที่มโนล้วนๆ กาวแท้ยิ่งกว่ากาวตราช้าง ใครหลงเข้ามาอ่านแล้วชอบพอกันก็คอมเมนต์ไว้ได้ตามอัธยาศัย (ถ้าชอบคู่ลุงอูริคกับน้อง แนะนำให้ตามแท็กในทวิตเตอร์ #เด็กดีของพี่โอลี่) และอาจจะมีสะกดคำผิดไปบ้างแต่ก็นั่นแหละ ความบกพร่องก็ถือได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ใช่มั้ย?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มันกำลังใกล้เข้ามา ไม่มีทางหนีพ้น

 

มันเขยิบเข้ามาใกล้เรื่อยๆให้กับทุกๆลมหายใจที่เสียไป มันคืบคลานเข้ามาพร้อมคำลวงของความหวัง ความหวังที่จะยืดยาวความทรมานที่เรียกว่าชีวิตออกไปให้ไม่มีที่สิ้นสุด ตอนจบที่ไม่มีวันมาถึง เข็มวินาทีเดินเข้าสู่นาที เข็มนาทีบรรจบบนเลขสิบสองเมื่อครบชั่วโมง เข็มชั่วโมงเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ชั่วโมงถัดไปและชั่วโมงถัดไปจนกระทั่งวันใหม่ได้เข้ามาเยือน ‘มัน’ คือเวลา และไม่มีใครในโลกนี้หนีเวลาพ้น

 

ลานทรงกลมปรากฏขึ้น มีตัวเลขทั้งสิบสองเขียนด้วยสีดำของน้ำหมึก กระจัดกระจายบนแผ่นหินกว้างสีขาว มันไม่เรียงตามลำดับ มันอยู่ในที่ของมัน เวลาไม่เคยขึ้นอยู่กับตัวเลขอยู่แล้ว เวลานั้นขึ้นอยู่กับสถานที่ต่างหาก และเขาช่างโง่เง่าที่คอยแต่เฝ้ามองเข็มนาฬิกา หน้าปัดที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเวลา มันแค่บอกและเดินหน้าเพื่อไม่ให้เราสับสน เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปข้างหน้าก็เพียงเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โยนาสลืมตาขึ้น

 

 

บ้าน คือช่วงเวลาของเขาในตอนนี้ และความฝันเรื่องนาฬิกาทำให้เขาปวดหัว มันคือความทรงจำที่อ่านไม่ออก เหมือนแผ่นกระดาษเปียกน้ำ เขาจำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าเข็มนาฬิกาและคำว่าเวลา และตอนก่อนตื่นนอน ช่วงที่ยามเช้ากำลังปลุกให้เขาตื่นขึ้น เขาเห็นใบหน้าของเด็กคนนั้น แค่แวบเดียวในป่า ก่อนที่ฉากของป่าสีดำจะเปลี่ยนเป็นห้องมืดทึมที่มีเชือกห้อยอยู่ตรงกลาง เขาตัดสินใจในตอนตื่นว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง มันรั้งแต่จะทำให้แม่ไม่สบายใจ ทำให้เขาต้องไปพบจิตแพทย์ ทำให้เขาเป็นตัวประหลาดในสายตาของคนอื่นๆมากกว่าเดิม

 

 

เด็กหนุ่มขยับตัวใต้ผ้าห่มอย่างไม่ค่อยสบายตัวนัก แผ่นหลังชื้นเหงื่อด้วยความพรั่นพรึง หลับตาลงอีกครั้งเพื่อเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับอีกวัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โยนาสบอกตัวเองเสมอว่า เขาไม่ควรประหลาดใจอย่างนี้ทุกเช้า แต่ว่าการที่ได้เจอคนที่ทำให้ฝันร้ายกลายเป็นเรื่องที่ถูกลืมไปชั่วขณะ มันคือเรื่องที่ทำให้เขาแปลกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาชอบเทียบเหตุการณ์ทุกเช้าแบบนี้กับการอาบน้ำเย็นในฤดูหนาว คุณจะสะดุ้งทุกครั้งที่ได้สัมผัสกับความเย็น และดวงตาของอูริคก็มีสีไม่ต่างอะไรจากน้ำแข็งสีเทา อากาศรอบตัวดูจะเย็นยะเยือกทันทีที่เขามองเข้าไปในดวงตานั้น ค้นหาคำตอบของคำถามที่เขารู้ดี นิ้วมือของชายตรงหน้าแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบ กลิ่นน้ำหอมของแม่ลอยอ้อยอิ่งรอบๆเป็นพยานเหตุการณ์ยามเช้ามืดระหว่างพวกเขา

 

 

“แม่เธอหลับอยู่…”

 

 

“ครับ”

 

 

 

 

 

 

กาลเวลาทำให้เราคลาดกัน อูริคแก่เกินไปและเขาเด็กเกินไปสำหรับอูริค และเมื่อริมฝีปากของพวกเขาสัมผัสกัน มันก็มากเกินไป มันมากไปสำหรับเขา สำหรับเรื่องทุกอย่างนี้ สำหรับเวลา สถานที่ และเรื่องของพวกเขาสองคน มันมากไปสำหรับเขาที่จะต้องตื่นขึ้นมาเจอเรื่องแบบนี้ทุกเช้า สับสนในวังวนของเวลาและวังวนของความรักที่เขาสร้างขึ้นมาเอง มันไม่เคยมีคำว่ารัก มันมีแค่เขากับอูริค คำว่ารักคือส่วนต่อขยายที่เขาเพิ่มขึ้นมา เหมือนกับคำว่าเวลา มันไม่มีเวลาหรอก มันมีแค่ผู้คนและสถานที่ มันมีแค่นั้นมาตลอด

 

 

“ยะ…อย่า”

 

 

“เธอจะปฏิเสธฉันเหรอ?”

 

 

 

 

ปลายขนตาของโยนาสสั่นสะท้านไปตามแรงปรารถนา ริมฝีปากเชี่ยวชาญลิ้มลงบนผิวแก้มแดงปลั่ง นิ้วมือแตะลงอย่างรีบร้อน ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนจากหมอกไปเป็นแสงแดด อูริค โยนาสกระซิบเสียงพร่า ท่ามกลางเสียงน้ำเดือดจากกาบนเตา ในที่สุดเมื่อแสงอาทิตย์ฉายเข้ามาในครัว ความปรารถนาก็พวยพุ่งออกมาไม่ต่างจากไอน้ำสีขาว

 

 

 

 

 

 

 

ไอน้ำระเหยหายไปพร้อมๆกับกลุ่มผมสีเทาที่หายออกไปทางประตูหลัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนคือช่วงเวลาที่เขารู้สึกได้หายใจเป็นครั้งแรกของวัน

 

 

อากาศสูดเข้าเต็มปอด การตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบีบคอไว้ตลอดเวลา และการมีอะไรกับอูริคไม่ได้ช่วยให้หินที่ถ่วงไว้ในใจหายไป เขารู้สึกแย่ เมื่อนึกย้อนไปถึงความทรงจำระหว่างเสียงหอบและสมองมึนเบลอ สายตาของอูริคที่มองลงมาที่เขาคือความผิดหวังรึเปล่านะ? เป็นเพราะเขา มิเกลถึงหายไป หายไปกับความมืดในป่า หายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาพยายามนึกว่าเด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน หรือระบุให้ชัดคือ อยู่ในช่วงเวลาไหน? เขาคงต้องคิดให้แตกกว่านี้ ถ้าหาก-

 

 

“โอ๊ย!”

 

“ขะ-ขอโทษครับ”

 

“ไอ้เบื๊อกนี่! นายนึกว่าตัวเองเป็นใคร!? นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของถนนรึไงวะ?” เด็กหนุ่มที่ดูโตกว่าเขาจ้องมองมาอย่างโกรธๆ “เล่นใส่ชุดสีเหลืองแบบนี้ อย่าบอกนะว่านายมโนว่าตัวเองเป็นจอร์จจี้? อยากได้ลูกโป่งมั้ยจอร์จจี้? ลูกโป่ง…

 

“ล็อคฮาร์ท!”

 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์สะดุ้งเฮือก ดวงตาสีแก้วเหลือบมองผู้ใหญ่ท่าทางน่ากลัวที่กำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้ พูดเสียงอ่อย “ไม่มีอะไรครับคุณหมอ เราแค่-”

 

“ฉันเห็นเธอข่มขู่เด็กคนนี้ ขอโทษเขาซะ”

 

“แต่มัน…”

 

“อย่าให้ฉันต้องบอกซ้ำสอง!”

 

แววตาของล็อคฮาร์ทแสดงความเจ็บปวด ปากพึมพำ “ขอโทษ” ก่อนจะสวมฮู้ดปิดบังเส้นผมสีบลอนด์สลวย โยนาสมองเด็กหนุ่มตรงหน้าให้ชัดๆ ใบหน้าซีดจาง ริมฝีปากแตกเลือดซึม เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีไม้ค้ำยันอยู่ข้างตัว เท้าข้างหนึ่งเข้าเฝือกไว้ “มองอะไร?”

 

“เปล่า…ผมแค่-”

 

“…ขอโทษแทนโยนาสด้วยนะครับ คุณหมอ”

 

อูริค โผล่มาจากไหนไม่รู้ระหว่างเส้นทางบ้านและโรงเรียน เรื่องน่าแปลกใจอีกหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับคนคนนี้ “ผมเพิ่งได้ข่าวว่าเมืองเราได้คุณหมอคนใหม่ ยินดีต้อนรับนะครับ คุณหมอวอลเมอร์ และ…”

 

วอลเมอร์รีบโอบไหล่เด็กหนุ่มไว้ ให้ความรู้สึกระหว่างความเป็นผู้ปกครองและผู้ครอบครอง “เด็กคนนี้เป็นคนไข้ในความดูแลของผมเองครับ เขาอาจจะดื้อซนตามประสาเด็กไปบ้าง แต่คงสร้างปัญหาให้คุณไม่ได้หรอก”

 

ล็อคฮาร์ทหน้าซีดเผือกยิ่งกว่าเดิมเมื่อยืนอยู่ข้างผู้ปกครองของตน

 

 

 

“เอาเป็นว่าผมกับคนไข้ขอตัวก่อนนะครับ ไว้เจอกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่ชายป่า เขาเดินเคียงข้างไปกับอูริค

 

 

“คุณตามผมมาเหรอครับ?”

 

น้ำเสียงของโยนาสไม่ปิดบังความดีใจ

 

“ฉันไม่อยากให้เธอหายไป”

 

 

 

 

โยนาสเหยียบใบไม้ใต้ฝ่าเท้าดังกรอบแกรบ นั่นหมายความว่าอย่างไรกันนะ? อูริค หวงเขาหรือเป็นห่วงเขา? นั่นมันเป็นคำถามที่ตอบยากมากหากเขาเป็นฝ่ายตอบตัวเอง และแล้วคำว่าเวลาก็เข้ามาแทรกอีกครั้ง แน่ล่ะ…ในสายตาของอูริคเขาเป็นแค่เด็กมัธยมตัวเล็กๆ อาจจะเป็นแค่เด็กมัธยมด้วยในตอนเช้ามืดที่พวกเขามีอะไรกัน แค่เด็กมัธยมไม่รู้ประสา แค่เด็กมัธยม

 

 

 

“คุณ…” โยนาสกลั้นใจ คำถามเตรียมพร้อมจะหลุดออกจากปาก แต่

 

 

 

 

เป็นอีกครั้งในรอบวัน อูริคจูบเขาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบไม้ทิ้งตัวลงรอบตัวพวกเขา ใบไม้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพร้อมกับหัวใจของเขา เขารักอูริค แต่เวลาไม่คอยท่า และเขาหนีเวลาไม่ได้ หนีความจริงที่ปรากฏอยู่ในระหว่างทางและระหว่างพวกเขาไม่ได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผม…ผมต้องไปแล้ว”

 

 

 

โยนาสผละออกมาจากจูบนั้น ตรงไปยังสถานที่ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชายวัยกลางคนยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากของความหอมหวานของฤดูใบไม้ผลิ ภายใต้การเฝ้ามองของชายหนุ่มผู้ซึ่งเคยเป็นความหอมหวานนั้น

 

 

fin

(fanfiction, the shape of water) : candy

title: candy

fandom : the shape of water, 2017

relationship : richard strickland & dr. robert hoffstetler

note : i guess he likes candy, sweet tooth asshole

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“sometimes, if i’m feeling anxious,

i just bite right into it- chew it to pieces

but, most of the time, i just take my time

i make it last.”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เช้าแล้ว และพวกเขาเพิ่งจะเลิกงาน

 

ชายหนุ่มยิ้มจางๆให้กับแสงสว่างยามเช้า พระอาทิตย์ส่องแสงรำไรอยู่ ณ ขอบฟ้า รอยยิ้มของเขานั้นขมขื่นในแบบฉบับของคนที่มีภาระและความลับถ่วงอยู่ในใจ เป็นชุดความคิดและคำพูดที่บอกใครไม่ได้ ไม่แม้กระทั่งคนข้างๆ มันเป็นเช้ามืดเดิมๆ กับคนเดิมๆ และเพลงเดิมๆดังออกมาจากวิทยุ

 

 

 

 

 

 

(…วันนั้นคงจะมาถึง

วันที่เธอ ที่รัก กล่าวคำลา

วันนั้นฉันคงร้องไห้ แสนโศกา

เธอบอกเธอจะจากไป เธอก็รู้ มันเป็นไปไม่ได้

เพราะนั่นต้องเป็นวันที่ฉัน…)

 

 

 

 

 

 

“ปิดเพลงซะ” ริชาร์ดปาดจมูก หักพวงมาลัยเลี้ยวตรงหัวมุมถนน “แสบแก้วหูเป็นบ้า”

 

 

 

 

 

 

 

นั่นเป็นเพลงที่เพราะที่สุด และเขากำลังหรี่มันจนลดลงเหลือเพียงแค่เสียงฮัมเบาๆ บทเพลงเจือจางอยู่ในบรรยากาศ เจืออยู่ในชั่วโมงของการไม่รู้เนื้อรู้ตัวของพวกเขา เป็นโมงยามที่พวกเขาไม่มีตัวตน บ้านเรือนเงียบเชียบและคาดิแล็คสีฟ้าอมเขียวที่แล่นผ่านไป

 

บางครั้งเขาสงสัยว่าคนขับข้างๆจงใจขับช้าแบบนี้รึเปล่า​?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และเมื่อประตูห้องของเขาปิดลงตามหลัง เมื่อห่างไกลจากคำว่าเหตุผลและสติรู้ตัว เขาไม่นึกหาเหตุผลใดมารองรับการมีอยู่ของแขกไม่ได้รับเชิญ

 

 

 

 

 

กาน้ำถูกวางไว้บนเตา เสียงจุดไฟแช็ก ควันสีขาวลอยฟุ้งขึ้น อีกฝ่ายยื่นบุหรี่ให้แม้จะได้รับการปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน ดูเหมือนว่าการมาเยือนทุกครั้ง ริชาร์ดจะลืมว่าพวกเขาเคยพบกันมาก่อนในเวลาเดียวกัน

 

 

อันที่จริงมันก็ไม่มีอะไร มันเริ่มโดยไม่มีที่มาที่ไป เริ่มจากความไม่สบายใจของเขาและความคลางแคลงใจของอีกฝ่าย ฉันจะตามนายไป เพราะฉันสงสัยนาย แทนที่พวกเขาจะจบแค่หน้าบานประตู มันกลับกลายเป็นกาแฟหนึ่งถ้วยที่เขาต้องเอ่ยชวนแขกตามมารยาท และจากความอึดอัดใจมันก็กลายเป็นความสบายใจ เป็นความสบายใจที่เขาต้องแลกด้วยความระมัดระวังตัวมากขึ้น

 

 

สำเนียงรัสเซีย จดหมาย ทุกอย่างต้องเก็บอย่างมิดชิด รอการมาเยือนของบุคคลในยามสนธยา

 

 

 

 

คำถามคือ คนเราจะเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและสนิทสนมกับคนแปลกหน้าที่ตนไว้ใจไม่ได้ได้มากแค่ไหน

 

 

 

 

เขาหั่นเค้กเนยสดใส่จาน หยิบแก้วกาแฟ วางทั้งสองอย่างไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเริ่มทำทุกอย่างอย่างที่เคยทำมาตลอด หยิบผ้าออกจากตะกร้าและเริ่มพับ มองคนที่กำลังจิบกาแฟพลางอ่านหนังสือพิมพ์กรอบเช้า รีดผ้าและมองคนที่กำลังนั่งกินเค้กเงียบๆ ไม่มีสุ้มเสียงระหว่างพวกเขา ขณะที่แสงอาทิตย์ค่อยๆแสดงตัวและย้ำเตือนว่าในที่สุดยามเช้าก็จะมาถึง

 

 

 

“ตอนนั้น ขอบคุณนะ”

 

 

ริชาร์ดพึมพำออกมาจากหลังหน้าหนังสือพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

(“ใครก็ได้ตามหมอที!” หน้าของชายหนุ่มซีดลงทุกทีๆ ไม่มีคำพูดอะไรเมื่อเขาพยายามประคองศีรษะของอีกฝ่ายไว้ มือพยายามกดห้ามเลือดที่เริ่มไหลออกมาจากง่ามนิ้ว “ตามหมอที!” สำหรับบทบาทของบ๊อบ ถ้าหากเป็นบ๊อบตัวจริง เขาไม่ควรตกใจถึงขนาดนี้ เขาควรเยาะเย้ยและสมน้ำหน้าที่ไอ้หมอนี่กล้าลองดีกับสิ่งมีชีวิตลึกลับตนนั้น แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่บ๊อบ เขาคือดิมิทรี และเขากลัว)

 

 

 

 

 

 

“อืม”

 

 

เสื้อเชิ้ตรีดเรียบ เตารีดถูกวางไว้เรียบร้อย และแสงแดดยามเช้าของวันใหม่ก็ได้มาเยือนอย่างเป็นทางการ

 

 

 

ไม่มีคำบอกลา มีแค่เสื้อสูทที่ถูกหยิบกลับมาสวมอีกครั้ง แก้วกาแฟที่ถูกจิบเป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

ประตูที่เปิดออกและปิดลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องของเรื่องก็คือ เขาชอบความเงียบ

 

 

“ล้างมือแล้วขึ้นไปบนห้องกับฉันนะคะ ที่รัก”

 

 

 

 

หลังจากนั้น เขาลูบไล้ไปตามหน้าอกของเธอ มองเธอพริ้มตาอย่างเป็นสุข แสงแดดเช้าตรู่ส่องเข้ามาในบ้านใหม่ของพวกเขาเต็มที่ เธอครางกระเส่า พร่ำไม่หยุดว่าเขาดีกับเธอมากแค่ไหน จนเขาต้องปิดปากของเธอไว้ให้เงียบ

 

 

 

 

หลังจากมื้อเที่ยงที่มีแค่ลูกอมตกถึงท้อง เขานึกถึงตอนเช้ามืดที่ไม่มีเสียงใดๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ริชาร์ดอมลูกอม เม็ดน้ำตาลสีสดชนกับฟัน เขาเกือบจะกัดมัน แต่แล้วกลับตัดสินใจอมมันต่อ ให้น้ำตาลค่อยๆชะล้างรสเนยจากเค้กและกาแฟดำลงลำคอไปพร้อมๆกัน

 

 

 

 

 

 

 

FIN

(A/N: Buddy Holly – That’ll Be The Day)

(fanfiction, kylux & poehux) : black

title : black

fandom : star wars, sucker punch (2011)

genre : alternative universe

relationship : kylo ren & armitage hux, poe dameron & armitage hux

note : idk but maybe i know

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่เขากำลังมองออกไปคือสีดำของอวกาศอันไม่มีที่สิ้นสุด สีดำ แต่งแต้มด้วยจุดสีใสสุกสว่าง ชุดที่เขาสวมอยู่ให้ความรู้สึกอึดอัด แต่มันคือเครื่องแบบของหน้าที่และอำนาจที่เขามีอยู่ แม้จะสู้พลังลึกลับพวกนั้นไม่ได้ แต่ความชัดเจนของตำแหน่งที่เขายืนอยู่ก็ไม่ได้ทำให้อำนาจนี้ด้อยค่า

 

อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งเขาบอกกับตัวเอง

 

เรื่องราวดำเนินมายาวนานเกินไป น่าเบื่อหน่ายมากเกินไป มันแจ่มแจ้งว่าใครคือฝ่ายดีใครคือฝ่ายชั่ว ยุติธรรมและอยุติธรรม แน่นอนว่าเขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับแสงสว่างอย่างที่เคยเป็นมาตลอดและจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ในเรื่องราวของเขามีตัวละครไม่มากนัก มีตัวเขาผู้อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วอำนาจ ตัวเขาผู้ทะยานอยาก หลงใหลในพลังอำนาจ รวมถึงดวงตานับแสนพวกนั้นที่ต้องมองขึ้นมาในขณะที่เขาพูด และตัวละครอื่นเช่น หญิงชราผู้เป็นความหวังของผู้คนที่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้อง คนที่ไม่แยแสอะไร ตัวละครอื่นที่แบ่งฝ่ายชัดเจน และชายหนุ่มสองคน

 

คนแรกนั้น เขาอธิบายได้แค่ว่า เหมือนกับสายลมฤดูร้อน รื่นเริงและจากลาไปไว ชายผู้นี้คือนักบินของฝ่ายดี

ส่วนคนหลัง เป็นคนที่ใกล้ชิดเขา ใกล้ชิดในระดับที่หากเขาทำอะไรให้ไม่พอใจล่ะก็ เขาอาจจะเจ็บตัว

 

 

 

มันเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อน และในขณะเดียวกัน ไม่มีความซับซ้อนอะไรนอกจากอารมณ์ซับซ้อนของคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาร์มิเทจกะพริบตา ขยับตัว มองสีดำตรงหน้า มันคือสีดำของความมืดที่เขาคุ้นเคยกับมัน สีดำของผนังห้อง มีแสงไฟเล็ดลอดผ่านเข้ามากระทบกับผนังพวกนั้นเล็กน้อย และแค่นั้น-แค่แสงพวกนั้น-เขาสามารถจินตนาการได้ถึงห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ซึ่งอิสระลอยเคว้งคว้างและไร้ค่าและไม่เป็นที่โหยหาเท่าตอนนี้

 

 

 

 

มันเป็นเรื่องราวในหัวของเขา อวกาศกว้างใหญ่ กองทัพของเขา ชายทั้งสองคนของเขา คนสองคนนั้น-

 

 

 

 

 

แกร่ก

 

 

 

 

 

“ออกมาได้แล้ว”

 

 

 

 

 

 

แสงสว่างส่องเข้าห้องขังเล็กๆ คนนอนคุดคู้หรี่ตาเพราะไม่คุ้นเคยกับแสงสว่างในวินาทีแรกๆ ผมสีส้มยาวรุงรัง เสื้อผ้าขาดหวิ่นเผยผิวสีซีด ชายผู้เปิดประตูแลบลิ้นเลียริมฝีปากให้กับภาพตรงหน้า

 

“อย่าดื้อ-” อาร์มิเทจยื้อแขนของตนไว้ ไม่อยากโอนอ่อน แต่ก็สู้ได้ไม่มากนัก “ฉันบอกว่า-อย่าดื้อ”

 

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่สำหรับโพ เสน่ห์ของอาร์มิเทจคือความดื้อดึง

 

ผู้มีอำนาจที่สุดในสถานที่ให้ความพึงใจแห่งนี้ยิ้มน้อยๆ มือลูบหัวไหล่ ปัดเส้นผมสีสดพวกนั้นออกจากใบหน้าหวาดๆ และเมื่อดวงตาของอาร์มิเทจตวัดมอง เพียงแค่นั้น

 

 

 

“มาที่ห้องฉัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงมากมายไล่ล่ากันในท้องอวกาศ เสียงระเบิดนับพันถูกจุดขึ้น เขาตะโกนสั่งงานพวกคนไร้ความสามารถพวกนั้น หายใจแทบไม่ทันด้วยความตื่นเต้น ชัยชนะต้องตกเป็นของเขาเท่านั้น เหงื่อเริ่มไหลจากขมับเมื่อเขาเสียกองบินไปนับสิบ

 

 

(มือของคนกักขฬะเลื่อนลงต่ำ เหงื่อของเขาไหลลงมาจนถึงคาง หยดลงบนสีขาวของผ้าปูที่นอน)

 

 

เสียงของนักบินคนนั้นดังเข้ามา สดใสและมั่นใจ “ฮักซ์อยู่มั้ย? คนที่หน้าซีดๆ ตัวผอมๆ”

 

“ฉันอยู่นี่!”

 

 

(“เรียกชื่อฉันสิ” ความหยาบของไรหนวดลากผ่านลำคอจรดกับใบหู อาร์มิเทจเม้มปากเป็นการปฏิเสธ)

 

 

 

เสียงก้าวเดินหนักแน่นสั่นสะเทือนเข้ามาใกล้ อำนาจลึกลับเหวี่ยงเขาไปอีกทาง

 

 

 

(“ฉันรู้ว่าเธอต้องเป็นของเศรษฐีนั่น แต่…”)

 

 

 

 

อาร์มิเทจหลับตา พยายามควบคุมสถานการณ์ที่เขาต้องรับมือชายทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน คนหนึ่งช่างเลวร้ายและเหลือทน อีกคนคือคนที่เขาไม่สามารถเอื้อมถึง เขาเจ็บ เจ็บ-

 

 

(โพพยายามยัดเยียดเข้าไป มันทำให้เขาอยากร้องออกมาดังๆ มันเจ็บ “ยะ…หยุด” เขาพูดออกไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันจะไม่มีวันจบลง จนกว่าชายอีกคนจะพาเขาออกไปจากที่นี่)

 

 

 

เจ็บเกินไป และยาวนานเกินไป มันเป็นเรื่องราวที่ไม่จบไม่สิ้นเพราะมันเกิดขึ้นในสมองของเขา มันคือพื้นที่หรืออีกนัยหนึ่ง คือเศษเสี้ยวของความหวังที่หลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณของเขา หญิงชราที่ไม่มีตัวตนแต่ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับย่าของเขา นักบินผู้สวมใส่ใบหน้าของคนที่กระทำชำเราเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และสุดท้าย บุคคลที่เขาเกลียดและหลงใหลที่สุดในเรื่องราว ชายผู้มีใบหน้าของเศรษฐีคนนั้น ผู้กุมกุญแจและอิสระของเขาไว้ในกำมืออย่างแท้จริง

 

 

 

เขาไม่เสร็จ และนั่นไม่สำคัญสำหรับเจ้าของสถานเริงรมณ์แห่งนี้ เขามีหน้าที่มอบความสุข ไม่ใช่รับมัน เขามีหน้าที่รองรับแต่ไม่เคยได้สัมผัส บางคราวเขาได้ยินคนอื่นๆเรียกเขาว่าตุ๊กตาน้อย แต่ทุกคนก็ต่างเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิตกันทั้งนั้น

 

 

 

และเมื่อเขาหมดหน้าที่ เมื่อความมืดเข้าโอบกอดเขาและปลอบโยน เขานึกสงสัยบทบาทตัวละครในเรื่องราว ทำไมมันช่างตาลปัตรกับความเป็นจริง

 

 

 

 

แต่บางที มันอาจไม่สำคัญเท่าไรนัก

 

 

 

 

 

อาร์มิเทจหลับตาลง ก่อนลืมตาโพลงในความมืด และเรื่องราวก็ดำเนินต่อ

 

 

 

 

(ไคโล เร็นมองมาทางเขา อย่างทะนงตนและไม่แน่ใจ และเขามีงานต้องทำ)

 

 

 

 

 

จากนั้น ความมืดบนผนังก็เท่ากับอวกาศอันไม่มีที่สิ้นสุดอีกครั้ง

 

 

 

 

 

FIN